มีบ้างไหมที่บางครั้งอยู่ดีๆเราก็รู้สึกเหงาขึ้นมาแบบคลื่นซึนามิ  มันจู่โจมเราแบบไม่ทันตั้งตัว  โดยเฉพาะความคิดถึงเพื่อนๆของเรา  ร้อยวันพันปีตั้งแต่เรียนจนจบมหาวิทยาลัย  มิได้มีความคิดนี้แล่นเข้ามาในสมองแม้แต่น้อย  หรือว่า ตัวเรากำลังรู้สึกเหงา  ท้อแท้  หดหู่  อยากมีมิตรแท้อยู่เคียงค้างกาย  ร่วมแชร์ความรู้สึก  ความคิด  ความสนุกสนาน  พลันเสียงหัวเราะและเรื่องสนุกๆก็จะบังเกิด   แค่ได้คิดก็สุขแล้วว่าไหม

             หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัย  ชีวิตการทำงาน ได้พรากชีวิตของพวกเราออกไปจากความสนุกสนานครั้นเมื่อยังเป็นนักศึกษา   แต่นั่นก็แลกกับการที่เราต้องเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น  มีวุฒิภาวะมากขึ้น มีการงานที่มั่นคง  แต่ความสุขในการใช้ชีวิตจะมากขึ้นด้วยหรือเปล่า  ผมไม่กล้ารับประกัน  แต่ที่แน่ๆ มันกลับทำให้ผมหวนคิดถึงวันวาน  ที่เรากับหมู่ผองเพื่อนออกตระเวนเที่ยวไปทั่วสารทิศ  ทุกที่ๆอยากไป(เมื่องบประมาณเอื้ออำนวย)  ยิ่งคิดน้ำตาปริ่มๆแทบจะไหล

            ทริปประวัติศาสตร์ที่พวกเราไปสร้างวีรกรรมกันมาสมัยเรียน มข. คือที่         ภูกระดึง  ละเหี่ยใจ  ทริปนี้ยกโขยงกันไปทั้งก๊วน ประกอบไปด้วยสิบห้าชีวิตด้วยกัน  เนื่องจากทริปนี้เป็นทริปใหญ่ พวกเราจึงวางแผนและเตรียมการเป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้เสียชื่อเสียงและเสื่อมเกียรติ  ที่ร่ำเรียนการท่องเที่ยวโดยตรง

           ในที่สุด  ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน  เพราะเราอุตส่าเลือกช่วงเวลาที่ไม่มีฝน บุญมีแต่กำบัง  และสิ่งที่พวกเราเกรงใจมากที่สุดก็บังเกิดขึ้นจริงๆๆ  ตลอดทริปที่อยู่บนนั้น  เราต้อวเผชิญหน้ากับ ปีศาจทาก ทุกหนทุกแห่งที่ก้าวย่างไป  พวกมันรุมแทะโลมและดูดเลือดเรา  จนแทบจะเหลือแต่หนัง  แต่มันก็สนุกมาก จนติดตรึงเป็นความทรงจำที่ดีจนถึงวันนี้  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว

          ล่าสุด  ผมได้เจอเพื่ออีกครั้ง เมื่อนัดไปเที่ยวภูชี้ฟ้ากัน  ถึงแม้หนนี้จะรวมตัวกันได้แค่สามคน  สำหรับผมก็เหมือนกับเพื่อนกลุ่มใหญ่มากันหมด  มันทำให้เราสามคนได้หวนนึกถึงคืนวันเก่าๆที่ผ่านมา  ว่ามันมีค่ามากแค่ไหน(คงเริ่มแก่กันแล้วว่าไหม)

ที่เห็นลิบๆนั่นแหละยอดภู

                   

ใครเคยรู้บ้างว่าที่นั่นก็มีดอกบัวตอง(นั้นบานอยู่บนยอดดอย......)

มึงจะรังเกียจอะไรกัน  ก็ไม่อานน้ำด้วยกันทั้งคู่นั่นล่ะ

 

อุ้ยตาย คุณพระ!!!!!!  เพื่อนกันไม่ขี่กันนะ

มุมคลาสสิค

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ลูกใครหว่า

 

 

เสื้อตัวนี้สั่งตรงมาจากฮารจูกุ

 

ให้นึกเอาว่าอยู่สวิสเซอร์แลนด์

 

 

edit @ 17 Nov 2009 17:02:21 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 17 Nov 2009 17:16:48 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 19 Nov 2009 19:26:29 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 19 Nov 2009 19:57:22 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 19 Nov 2009 20:05:50 by เจ้าชายดอยตุง

ชื่อนั้นสำคัญไฉน ???

posted on 13 Nov 2009 16:44 by kensweetsour

                    หลายวันที่ผ่านมา  ผมมีโอกาสได้อ่านข่าวกีฬา  เกี่ยวกับการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์  ครั้งที่ 3  ณ. ประเทศเวียดนาม วันแรกของการแข่งขันผ่านไป  นักกีฬาไทยก็สามารถคว้าเหรียญทองแรก จากากรแข่งขันกรีฑา ประเภทปัญจกรีฑา โดยคุณอมรรัตน์ วินาโท มาครองได้เร็จ 

                    คุณอมรรัตน์  วินาโท  หรือชื่อเดิม  วาสนา  วินาโท  นักกรีฑาสาว  สามารถคว้าเหรียญทองแรกให้ทัพนักกีฬาไทยได้สำเร็จ  แทนที่หนังสือพิมพ์จะเขียนรายละเอียดของข่าวเกี่ยวกับการแข่งขันและการฝึกซ้อมของเธอ  แต่กลับมีหนังสือพิมพ์บางฉบับ  เล่นข่าวเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อของเธอ  จึงทำให้เธอสามารถคว้าแชมป์มาครองได้

                    มันน่าตลกสิ้นดี  ยิ่งเมื่อได้อ่านรายละเอียดในสกู๊ปดังกล่าวแล้ว  ก็ยิ่งอยากจะหัวเราะให้น่าตาขี้เหร่(เอ...คงไม่มากกว่าเดิมเท่าไหร่กระมัง กำ )  เพราะมีนักกรีฑาทีมชาติหลายคนรวมทั้งผู้ฝึกสอน  ต่างก็เปลี่ยนชื่อกันหลายคน  จากการสรุปความของผม  ประมาณนี้เลยครับ " สาเหตุที่ทำให้นักกรีฑาประสบความสำเร็จ  เพราะนักกีฬาเปลี่ยนชื่อที่เป็นมงคลต่อตนเอง  ทำให้ถูกโฉลกกับชื่อที่เปลี่ยนนั้น  จึงทำให้ผลงานการแข่งขันดีขึ้นเรื่อยๆ  จนสามารถคว้าแชมป์มาได้"

                    แม่เจ้าโว้ย!!!!  เอาแบบนี้ดีไหม  เราไม่ต้องซ้อมและฝึกฝนอย่างหนัก  ถ้าหากว่าอยากไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิค  ก็แค่เสียเวลาหาชื่อเจ๋งๆ  เช่น ชนะเลิศชัย, บูรพาผู้ไม่แพ้, หนึ่งเสมอ, แชมปี้  อะไรเทือกนี้  เพื่อเป็นหลักประกันว่า  เมื่องแข่งขันรายการใดก็ตาม  จะสามารถคว้าแชมป์ได้แน่นอน  ประเทศชาติ?  หากถึงวันนั้น  ประเทศเราเจริญฮวบๆ แน่ล่ะครับพี่น้อง

                     ผมเข้าใจว่านี่เป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล  แต่คำพูดที่ว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่"  ตีความเอาเองเลยว่า  คนที่พูดแบบนี้  มีแนวโน้มที่จะเชื่อมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์  เพราะสรุปเอาจากตัวผมเอง(อิอิอิ)  มีอยู่ครั้งหนึ่งไปเที่ยวภูกระดึง  เราเดินเข้าป่าปิด  เพื่อที่จะไปดูน้ำตกขุนพองกัน  ระหว่างเดินทางอยู่นั้น  ผมอยากจะยิงกระต่ายขึ้นมากระทันหัน  ตอนที่ต้องการเจือกไม่ปวด  มองซ้ายแลขวาก็แล้ว  ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบห้องสุขา  ผมเลยถือวิสาสะปล่อยข้างทาง  เพื่อเป็นปุ๋ยให้แก่ต้นไม้บริเวณนั้น  แต่ในใจก็พะวงอะไรบางอย่าง  ว่าที่เราทำลงไปนั้นมันคู่ควรเหมือนลอรีออลไม่  ยิ่งเมื่อไอ้เพื่อนปากหมาน ตะโกนสมทบมาว่า " เอ็งอย่าลืมบอกเจ้าที่เจ้าทางด้วยนะเว้ย  ไม่งั้น มีหวังน้องชายเอ็งบวมเท่าโอ่งไม่รู้ด้วย" เวรกรรม มึงบอกกูช้าไปไหม?  เพราะผมยกมือไหว้บอกกล่าวเรียบร้อยแล้ว  แต่ที่ขัดใจ  เพราะเหตุผลที่จะเกิดขึ้นต่างหาก  มิฉะนั้นแล้ว  ผมจะไม่ยอมยกมือไหว้บอกกล่าวเจ้าที่เป็นอันขาด เพราะหากครั้งหนึ่งในชีวิต  น้องชายของผมมีโอกาสเท่าโอ่งราชบุรี  ก็ยอม  แต่พอตรองดูอีกที  แล้วตูจะเดินยังไงหว่า  หรือว่าต้องอุ้มไปตลอดๆๆๆๆๆๆ ???

                    ประเด็นของเรื่องนี้  ไม่ได้อยู่ที่นักกรีฑาหญิงคนนั้น  แต่อยู่ที่สถานที่ทำงานของผมนั่นเอง  เฮ้อ.....แล้วตรูพล่าม  อารัมพะบทมาทำไมเสียยืดยาว  แต่ผมคิดว่าหลายท่าน  คงจะเคยประสบสถานการณ์ที่เกี่ยวกับ "ชื่อ" ไม่มากก็น้อย

                    มีอยู่วันหนึ่ง  ผมเดินปล่อยอารมณ์อยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์  ห้างนี้มีแต่คนหน้าตาดีๆมาเดิน  แต่ละคนเหมือนหลุดออกมาจากแค็ทวอล์ก  ต่างมิกส์แอนแมทซ์ให้ดีเลิศประเสริฐศรี  พวกเธอและเขาเหล่านั้นเป็นแบบ  in-side-out  ออกมา  เพราะมันดูเหมาะเจาะพอดี  ไม่เก้อเขิน  เอาเป็นว่า  เป็นตัวกูของกูมากกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว  กะกันว่าเดินทิ่มเข้าไปในเยื่อบุดวงตาของ คุณพจน์ อานนท์กันเลยทีเดียว

                   "พอลล่า...........ทางนี้" พระเจ้า!   หากเราหูไม่ฝาด  เราจะได้เห็นพอลล่า เทเลอร์ ตัวเป็นๆกับเขาเหรอเนี่ย  สวรรค์ทรงโปรด  เสียงหญิงสาวคนเดิมยังพล่ามไม่หยุด  มึงจะเว้นวรรคทางการพูดสักวินาทีได้ไหม  ตูอยากฟังเสียงพอลล่ามั่ง  แต่ผมก็ไม่กล้าหันหลังไปดู  เพราะกลัวเสียมารยาท  ถึงแม้คำนี้  จะหาผู้ที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในปัจจุบันนี้มากเท่ากับหาลูกอุกาบาตก็ตาม  เสียงน้องปอบดังกระชั้นมาทางด้านหลัง และเธอทั้งครู่กำลังจะเดินแซงหน้าผมไป  ในที่สุดฟ้าก็เข้าข้างผม  ผมสบโอกาสหรือไม่ก็ เกิดจากความช่ำชองในการถ้ำมองชาวบ้านบ่อยๆ  ที่จะมองเห็นพอลล่าอย่างเต็มตา

                     อ๊ากกกกกกกกกกกกก  พระเจ้าจอร์ส มันหอยทอดมาก ผมถึงกับตะลึงงัน ยิ่งกว่าเพลงของอนัน อันวา  มือไม้สั่น  ชีพจรลดต่ำถึงขีดสุด  เหมือนกับโดนต่อหลุม หลายหมื่นตัว  รุมฝังเหล็กในที่หัวของผมพร้อมๆกัน  เพราะ พอลล่าที่ว่านั้น  ได้กลายร่างเป็นนังฮวกแห่งลุ่มน้ำโขงตอนบน  เพราะหากหล่อนอยู่แถวบ้านผม หนังหน้าแบบนี้ ชื่อ อีพรแน่นอน  เสื่อมสายตาจริงๆ  กะว่าจะเจอพอลล่า  ตัวจริงเสียงจริง  แต่กลับเจอ  ปีศาจคากคก   เซ็งๆๆๆๆๆๆ พระจ้าวข้า........

                            หากจะกล่าวโทษน้องพรคนนั้น  คงจะไม่ยุติธรรมต่อเธอมากนัก  ที่เธอมีชื่อไม่แปรผันตรงกับเหง้าหน้า   แต่สมัยนี้  ชื่อเล่นหรือชื่อจริงมันต้องฟังแล้ว  สะดุดหูและชวนติดตามน่ามอง  เมื่อมองแล้วจะสวยหรือสยองขวัญนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง  ที่แน่ๆ สถานที่ทำงานของผม  พนักงานทุกคนจะต้องมีชื่อเป็นฝรั่งคนละชื่อ  เพื่อเป็นจุดขายให้แต่ละคน(น่าจะขายหน้ามากกว่า)  หรืออาจจะเพื่อให้ชาวต่างชาติเรียกเราได้ง่ายขึ้น  ปัญหามีนิดเดียว  ก็ตรงที่ป้ายชื่อ ที่ติดอยู่บนหน้าอกซ้ายดันเป็นชื่อภาษาไทยเต็มขั้น  ไอเดียสุดบรรเจิดส์(หรือบรรลัย)นี้ ต้องยกเครดิตความสร้าสรรค์ให้แก่เขาคนนี้   หัวหน้าของพวกผม

                       เริ่มจากคนแรกกันเลย  หัวหน้าของผมนั่นเอง  แกชื่อ Big  นับว่าเป็นโชคของแกทีมีชื่อเป็นอินเตอร์อยู่แล้ว  จึงไม่ต้องเพิ่มคำหน้า กร่อนคำหลังของชื่อเดิมให้ปวดกระโหลกเหมือนคนอื่นๆ  แต่พวกเรามักจะเรียกแกลับหลังว่า  "คุณดิล๊กกี้"  แต่หากใครเผลอไปเรียกแกเข้าต่อหน้า  รับรองไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดในอาชีพการงานแน่ ๆ เพราะเคยมีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง  เรียกแกอย่างดังว่า  "ป้าBig" กลางห้องอาหาร   แกโกรธเหมือนกับว่าใครแอบไปลอบวางเพลิงบ้านแก  และแทบจะพลานเลิกคบกันไปเลย   กำ!!!!! 

                       คนที่สอง  เป็นเพื่อนร่วมงานที่สนิทที่สุดของผมเอง  หน้าตามันหล่อที่สุดในบรรดาพนักงานสระน้ำ  อารมณ์ ป๋อ ณัฐวุฒิ  นั่นเลย  อายุมันแก่กว่าผมสองปี  แต่ก็หยวนๆเป็นเพื่อนกัน  มันชื่อสัญญา  ชื่อเล่นต้น  ชื่อใหม่ของมันคือ  Tony อื้อหือ  หากไม่รู้จักกันมาก่อน  นึกว่ามันเป็นลูกครึ่งอินโดกับฝรั่ง  มันเป็นดาวของสระน้ำก็ว่าได้ (กลิ่นเริ่มตุๆ แฮะ)

                               คนที่สาม  ไอ้ตุ่ย  เป็นว่าที่คนมีตำแหน่งคนต่อไปของสระน้ำ  มันเป็นลูกรักของหัวหน้า   อารมณ์ว่า ทำงานเก่ง  ไขว้ได้ทุกตำแหน่งยิ่งกว่าตัวรับอิสระซะอีก  ผมยอมรับว่ามันเก่ง  แต่แกมอิจฉา อยากทำงานเก่งมั่งอ่ะ  ชื่อในวงการของมันคือ  Tom โห  ฟังดูโคตรอเมริกันเลย    คุณพระ

                    คนที่สี่ ไอ้ป้อม  มันเป็นผู้ชายร่างอวบระยะโค่ม่า  หัวหน้ามักจะเรียกมันเข้าห้องดับจิตบ่อยกว่าใครๆทั้งหมด   คุยกันแบบสองต่อสอง  ตัวต่อตัว  ก่อนจะเข้าไปทั้งคู่มีสีหน้าที่เครียดสุดๆ  แต่พอออกมา กลับหัวเราะต่อกระซิกกันทุกที  คุยอะไรกันง่ะ  ผมงง  แบบมี ง. สะกดมากกว่าล้านตัว  ชื่อของมันคือ Peter เหมือนนักบุญไม่มีผิด  แต่ความจริงตรงที่เจ้าของชื่อนิสัยดุจซาตาน

                      คนที่ห้าคือ Patt  ถึงแม้ว่าชื่อมันจะดูดีมีสกุลเป็นฝรั่งอยู่แล้ว  แต่ด้วยความกระแดะเกินพิกัดของเจ้าตัว  มันจึงเติมพยางค์ท้ายอีกคำให้แร๊งงสุดแรงเกิดเหมือนเจ้าตัว  นั่นคือ Patty  มันตั้งของมันเอง  หัวหน้าไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวแต่ประการใด  อย่างว่า  เสือสาวสองตัวย่อมอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้  คำจำกัดความของหล่อนคือ "ชะนีมีไข่ ว่องไวยิ่งกว่าจรวด"  ความเปรี้ยวของมันนั้น  มะนาวเดือนห้ายังต้องเรียกพี่  ด้วยความสูง 190 เซนติเมตร  ผิวสีแทน  หน้าตาคมขำ  ร่างกายกำยำ และผมทรงสกินเฮด(โคตรแมนมาก ทางด้านกายภาพน่ะ)  แต่เวลามันเดินไปรับออร์เดอร์หรือเสริ์ฟอาหาร วิญญาณของนาโอมิ  แคมเบลสิงสู่ทันที  เพราะหล่อนจะเดินบิดตูดได้เกือบ 360 องศา ติดแค่ไอ้นั่นอย่างเดียว  ราวกับว่ามีพยาธิปากขอราวพันตัว  รุมข่มขืนหน้าต่างหลังของมันอยู่      ปานวิมาณ

                     คนที่หก ไอ้แจ็ค น้องใหม่ล่าสุด  ชื่อไม่มีปัญหา  แถมยังได้รับความเอ็นดูจากหัวหน้าเป็นพิเศษ  ไอ้ต้นมันเคยบอกว่า เขาชอบดูเอ็นกันมากกว่า  งานเข้าไอ้แจ๊คเต็มรัก  ตัวใครตัวมันแล้วกัน  เพราะอีกฉายาหนึ่งของหัวหน้าผมคือ  พี่บิ๊กเก้านิ้วครึ่ง  พวกผมก็ขอภาวนาให้มันเดินทำงานเป็นเส้นตรงได้ก็บุญโขแล้ว

                     อีกสองคนสุดท้ายมีตำแหน่ง Head Waiter กับ Assistant Manager นั่นคือ น้าหนุ่ม กับ พี่ทูล  สองคนนี้คุณดิลกบอกว่า ไม่ต้องมีชื่อใหม่เพราะแก่หงำเหงือกแล้ว  รอเวลาเป็นผีอย่างเดียว  ฟังแล้วช่างหดหู่ใจยิ่งนัก  แต่พอได้ร่วมงานกับพ่อเฒ่าทั้งสอง  ผมเริ่มคล้อยตามความคิดของหัวหน้าทันที  เพราะแกทั้งสองคน มันก็แค่น้ำคลำในองค์กรดีๆนี่เอง  เพื่อนร่วมงานตูแต่ละคน ชวนละเหี่ยใจดีจัง

                     ทั้งหมดทั้งมวลนี้  คือเพื่อนร่วมงานจิตป่วงของผม  เรื่องV.I.P. มิได้มีเพียงเท่านี้  นี่มันแค่การเริ่มต้นของความ Idiot เท่านั้น  แค่ชื่อพนักงานแต่ละคน ซึ่งหากได้พิจารณาจากหนังหน้าแล้ว ยังทำใจยากที่จะรับได้  ยิ่งในด้านพฤติกรรมส่วนบุคคล  และที่ปฎิสัมพันธ์กับแขก ก็เหลือรับประทานเช่นกัน  มันส์ขนาดชาวบ้านเรียกว่า "แด๊กกันไม่ลงจริงๆ"

(ป.ล.  หัวหน้าตั้งชื่อให้ผมใหม่คือ  Ken ไอ้เราแอบหลงดีใจ  ว่าแกคงจะพิจารณาจากที่หน้าตาเราละม้ายคล้าย  เคน ธีรเดช กระมัง แต่เปล่าเลย  เหตุผลของแกคือ"ชื่อนี้เป็นต้นไม้ทางอิสาน ที่ยืนต้นดำทะมึน  ตากแดดตากลม"  เวรรรรรรรรรรรรรร  อย่าใช้ผมไถนานะ)

                    

edit @ 13 Nov 2009 18:04:20 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 14 Nov 2009 10:17:28 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 14 Nov 2009 12:59:43 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 14 Nov 2009 15:54:29 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 14 Nov 2009 16:09:06 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 14 Nov 2009 16:11:54 by เจ้าชายดอยตุง

                                  งานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 6 ระหว่างวันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม 2552 จนถึงวันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2553 รวมงาน 10 วัน 10 คืน จัดงานบริเวณสวนไม้งาม ริมน้ำกก เชิงสะพานเฉลิมพระเกียรติ 1 ใกล้โรงเรียนเทศบาล 6 

 

      ภาพตัวอย่างเมื่อปีที่แล้ว(2551 , ณ หาดเชียงราย)

       

              สีนี้เด่นที่สุดของปีที่แล้ว

       

มิสลิลลี่มาเอง

          

กล้วยไม้สายพันธุ์อะไรน่ะ

 

                  

ปานว่าอยู่สวนทิวลิป ที่ฮอลแลนด์

                 

ฝูงชน(ก่ายกองจนหายหนาว)

 

              

    ประหนึ่ง ณ สวนทิวลิป  Keukenhof

 

                

มิสลิลลี่(ที่เป็นคน) สวยแค่ครึ่งก็คงงาม

               

 

           

 ภาพมัวเอง(ไม่มีเทคนิค)

 

                

ผู้จัดต้องสั่งหัวทิวลิปล่วงหน้าเป็นแรมปี(จากจีน)

 

              

ระหว่างเรา เหลือง กับ แดง

               

ความงามของคู่สี  ที่หวาดเจี๋ยว

             

ลำต้น น่านำมาผัดน้ำมันหอย

              

ภาพเสมือน(บนและล่าง)

              

 

                 

                

                  

มิกส์แอนดแมท

                   

สีส้มนี้ หากมองแบบมีแสงส่องตรงกลางจะงามแบบประหลาด

                    

 

              

                  

สุดท้าย  เหมือนดอกฝิ่น ว่าไหม

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 19 Oct 2009 17:37:14 by เก่ง สามรส

                                 Represent Pool Bar(สถานที่ทำงานในฝัน)

            ผมยังขอยืนยันเหมือนเดิมว่า ผมไม่อยากทำงานบริการ  เพราะผมเคยสาบานกับตัวเองไว้ตั้งแต่หลังฝึกงาน  ที่โรงแรม(คุณเชื่อหรือไม่)แห่งหนึ่งแถวพัทยาใต้  พี่แกเล่นใช้งานเด็กฝึกงานเสมือนพนักงานตัวจริง  แต่ไม่ได้เงินเดือน(ได้แต่ประสบการณ์นรก ก็เท่านั้น)   เมื่อผมเรียนจบ จะไม่ขอทำงานที่สังขยนาเกี่ยวกับงานโรงแรมอีกแม่แต่ปลายก้อย  แต่เหมือนโดนฟ้ากลั่นแกล้งต่อโชคชะตา  เพราะงานแรกที่ผมได้ทำ  เป็นงานโรงแรมแบบสุดขั้ว  มันทำให้ผมเข้าใจคำๆหนึ่งอยางถ่องแท้ว่า "ยิ่งเกียจ ยิ่งเจอ"เป็นยังไง  สงสัยคราวหน้าต้องคิดใหม่ทำใหม่ แบบว่าข้าคือเจ้าโลก(อุ้ย.......  เจ้าโลกาดีกว่า  เจ้าอย่างแรกถ้าไม่บิ๊กจริงเดี๋ยวขายหน้าอย่างแรง หุหุหุ)

             แต่อย่างน้อยผมก็แอบอุ๊บอิ๊บเอานิ้วก้อยไขว้กันเหนือประตูหลัง(ข้างหลังน่ะ) ว่าอย่างไรก็แล้วแต่  ท้ายที่สุดแล้วหากจะต้องทำงานบริการในโรงแรมจริงๆ ผมมีตัวเลือกอยู่ในใจแล้ว ถึงแม้ว่าระหว่างตัดสินใจ มักจะมีเสียงกระซิบบอกว่า ไอ้นั่นไม่ดี ไอ้นี่ก็ไม่ดี ห่วย   แต่ก็ต้องเลือกเพราะคำว่าเงินคำเดียว  หากชีวิตเราไม่ต้องขึ้นอยู่กับกระดาษลายน้ำนี้ได้ก็คงจะดีพิกล

           Top 5 สำหรับงานที่น่าเบื่อในโรงแรม

  1. งานในห้องอาหารที่มีพิธีรีตองมากกว่าความจำเป็น เช่น ห้องอาหารอิตาเลี่ยน ห้องอาหารฝรั่งเศส แค่ต้องจำว่ามี มีด ซ่อม ช้อน ร้อยแปดอย่างใช้ต่างกันอย่างไรก็ปวดหัวแล้ว นี่ขนาดยังไม่รวมมีดที่ใช้แคะหอยทาก งานนี้ถ้าฝืนทำ มีหวังหอยกระจาย   ห้องอาหารไทยก็สยองขวัญ  ขี้เกียจจำเครื่องปรุงต่างๆ ขนาดแค่ภาษาไทยก็มากมายที่จะจำ แล้วนี่ต้องนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ พอกันที  แขกบางรายมึงก็ถามอยู่นั่นแหละ มึงจะเอาไปทำสารคดี เนชั่นแนล จีโอกราฟิคหรือไงมิทราบ  ที่สำคัญที่รับไม่ได้ที่สุด คือห้องอาหารไทยที่นี่  ใส่โจงกระเบนแบบของแท้ดั้งเดิม  ปวดอึปวดฉี่ที่ แทบคลายปมที่มัดไว้ไม่ทัน
  2. พนักงานต้อนรับ(ส่วนหน้า)  ต้องยอมรับความจริงในเบื้องต้นว่า แทบจะทุกคนที่เรียนการโรงแรมและการท่องเที่ยว ต่างใฝ่ฝันว่าจะได้ทำงานในตำแหน่งนี้ หลังจากที่พลาดหวังจากงาน Flight Attendant  ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ผมคิดว่าผมติดปัญหาเพียงน้อยนิดเท่านั้นคือ ภาษาอังกฤษเน่าโคตรๆ เพราะฉะนั้นให้มันเป็น แผนกในฝันของผมต่อไป(แบบว่าฝันค้างง่ะ)
  3. แผนกประชาสัมพันธ์ เพราะได้พบปะกับผู้คนมากหน้าหลายตา ปานว่าจะได้ตำแหน่งนางงามมิตรภาพ แต่ความหวังพังครืน เมื่อสองกระจก ดูเงาของตนเอง ขนาดว่าพยายามเข้าข้างตัวเองแบบสุดโต่ง หนังหน้าแบบนี้ น่าจะเหมาะกับธุรกิจที่ทุกๆคนย่อมหนีไม่พัน  นั่นก็ ธุรกิจหีบศพและแต่งหน้าศพ That's all .
  4. แม่บ้าน ในที่นี้รวมถึงพ่อบ้านโตย(House keeping) แผนกนี้รับทำความสะอาดทั่วราชอาณาจักร  แม้กระทั่งล้วงอุนจิเวลาท่อตัน เพื่อนฝูงที่เคยฝึกงานแผนกนี้บอกว่าบางครั้งก็เจอ condominium ที่ใช้แล้วแบบสดๆด้วย อี๋.................แยะ อันที่จริงไม่ได้เชิดใส่แต่เพราะร่างกายกำยำและล่ำสันไม่พอต่างหาก มีหวังเตียงทับคอหักพอดี
  5. และสุดท้าย ท้ายสุด สจ๊วต ครั้งแรกเลยที่กรอกใบสมัคร แทบจะกระโดดเข้าใส่ โชคดีที่เพื่อคงจะสงสารหรือสมเพสก็ไม่แน่ใจ  มันแค่บอกว่า  "หากเอ็งอยากเป็นสจ๊วตในโรงแรม ไม่ต้องท่อไปเรียนถึงมหาลัย"  เอาแล้วไงตูปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม  ไม่ใช่ไก่ธรรมดาเสียด้วย แต่เป็นโซด์ขนาดไก่งวงชุบแป้งทอด สรุป  ตำแหน่งนี้คือ พนักงานล้างจาน  ก็มิได้รังเกียจนะ  แต่ขนาดจานในห้องที่กินส้มตำกันไว้ยังลืมล้างกัน นานเท่าไหร่ไม่รู้   แต่เคยมีต้นมะละกอ งอกออกมาแล้ว  บรึ๋ยยยยยยย

                        ในที่สุดงานของผมก็มาลงตัวที่ตำแหน่ง waiter ซึ่งแปลแบบผิดๆว่า พนักงานเสริ์ฟ  ดูไม่มีระดับเลย งั้นผมขอเรียกตัวเองว่า  Pool Attendant เปลี่ยนศัพท์ใหม่ ให้อารมณ์ลักซัวร์ลี่มากขึ้น แต่ความหมายคงเดิม คือบริกรชาย  สรุปเอาคำที่สองแหละ จะได้สุนทรีย์ในการทำงาน

                      แผนกอาหารและเครื่องดื่มที่โรงแรมนี้ มีส่วนที่เป็นห้องอาหารดังนี้

  1. ห้องอาหารค็อฟฟี่ช้อป
  2. ห้องอาหารไทย
  3. ห้องอาหารอิตทาเลี่ยน
  4. ล็อบบี้เล้าท์จ
  5. เดอะ บาร์
  6. ห้องอาหารที่สระน้ำ

                 The Pool Terrace Cafe & Bar  เป็นที่สิงสถิตย์ของผม  ห้องอาหารนี้เป็นห้องอาหารที่เล็กที่สุดใน F&B แต่มีเนื้อที่กว้างขวางที่สุดในบรรดาเหล่าห้องอาหารทั้งหมด  ก็แหง๋ล่ะ เพราะมีสระว่ายน้ำขนาด 25เมตร เป็นของตนเอง

                สาเหตุที่ผมเลือกห้องอาหารนี้  ผมคิดว่าน่าจะเป็นห้องอาหารเดียวที่แขกผู้ชายสามารถใส่กางเกงว่ายน้ำรุ่นใหม่ล่าสุดของ y-3 และแขกผู้หญิงใส่คอลเลคชั่นล่าสุดของ Dior เป็นทูพีซแบบที่เป็นของแท้  คือมันปิดอะไรแทบไม่มิด (ตามความเห็นส่วนตัวของผม หากไม่ใส่เลยจะอุจาดน้อยกว่า แบบว่าไม่ต้องลุ้นไง) ขึ้นมากินอาหารที่ห้องอาหารได้  ผมคิดเอาเองว่า แขกที่มาสระว่ายน้ำ  โดยมากแล้ว พวกเขาและเธอเหล่านั้น  มักจะมานอนอาบแดดแบบชิลชิล(มันร้อนตับปลิ้นเลยสำหรับตู)  หากร้อนหน่อยก็กระโจนลงน้ำไปเลย  แล้วก็ขึ้นมาผึ่งแดดต่อมากกว่าแดดเดียว  นักท่องเที่ยวประเภทนี้พวกเรามักเรียกกันว่า "ครึ่งบกครึ่งน้ำ"  พี่แกไม่กลัวการเป็น พุด ธัง สารนัง  สังคัง คัจฉามิ กันบ้างหรืออย่างไร  คิดแล้วคันขึ้นมาทันทีตัวเรา

             แขกจะต้องการความเงียบสงบ  ความเป็น "ส่วนตัวสูง"  ก็ไอ้คำคำนี้แหละที่ผมเกรง  เพราะถ้าราใส่คำว่า "โลก" ไว้ข้างหน้าก็จะได้คำจำกัดความใหม่ นั่นคือ "โลกส่วนตัวสูง"  มันคงไม่ต่างจากคำว่า ติดส์แตกสักเท่าไหร่ เฮ้อ................

            แต่ก็คุ้ม เพราะอย่างน้อย  ผมก็ได้เห็นเดือน  เห็นตะวัน  ฟากฟ้า ทะเลดาว  เพ้อเข้าไปกรู  ดูเหล่ามาดามใส่บิกินนี่รุ่นใหม่ล่าสุด  และความแรงของเหล่าชะนีมีไข่???   หากร้อนหน่อยก็ขึ้นไปตากแอร์ในส่วนห้องอาหาร  ก็คงมีความสุขใจ (แต่อาจจะไม่สบายกาย) มิใช่น้อย สำหรับงานแรกของผม

              เป็นเรื่องที่น่าแปลก  ที่สระว่ายน้ำไม่ได้อยู่ในตึกใหญ่   โรงแรมแบ่งออกเป็นสองตึก  ตึก main คือตึกใหญ่นั่นเอง  และตึก Pool Wing  ตึกใหญ่ประกอบไปด้วย ล็อบบี้  ค็อฟฟี่ช็อป  เดอะบาร์ ห้องพักสองร้อยกว่าห้อง  ห้องแกรนด์บอลรูม ครัวเมน คอร์ทยาร์ท และห้องสปา  รวมทั้งเป็นแหล่งแพร่กระจายเมาท์ข่าวต่างๆ  ไปทั่วสารทิศ(ป.ล. โดยเฉพาะเรื่องเหม็นฉึ่งฉาวโฉ่  ว่าคนนี้ได้กับคนน้น  คนนั้นเอากับคนนี้ แม้กระทั่ง  ยามได้เสียกับช่างไฟ  กระจายได้รวดเร็วกว่า เครื่องบินเจทหลายเท่าตัว)

             ตึก Pool Wing  สูงหกชั้น รายล้อมไปด้วยสวนสวยงาม มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมรอบบริเวณ  เหมือนโอเอซิสก็ว่าได้   ตึกนี้ปะกอบไปด้วย ห้องพักตั้งแต่ชั้นสองถึชั้นสี่ ประมาณยี่สิบห้อง ชั้นห้าและชั้นหกเป็นห้องประชุมสัมนา  ด้านซ้ายเป็นห้องอาหารอิตทาเลียน  ด้านขาวเป็น Health club กับ Pool Bar  ด้านหน้าตึกที่หันออกไปทางสถานฑูตสัญชาติเมซิเดส  เป็นสระว่ายน้ำแบบโอลิมปิค คือเป็นสระแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตามความเห็นผม มันดูสวยเทห์มากกว่าสระแบบ แฟนตาซี คือสาระพัดรูปแบบบที่มึงจะคิดได้ (กลม สามเหลี่ยม รูปดอกไม้ รูปปลาโลมา เป็นต้น)  ถัดไปเป็นสนามเทนนิสอีกหนึ่งสนาม

           สำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเอง Chic มากกว่ามนุษย์มะนาเขา  ผมขอแนะนำให้ท่านมาพักที่ห้อง Deluxe Terrace Suite ตั้งอยู่ชั้นสอง เพราะว่ามันยูนีคมากๆ  แบบว่ามีเทอเรซเป็นของตนเองพร้อมทั้งเตียงนอนอาบแดดและร่มแบบส่วนตัว  ถ้าหากว่าคุณสามารถจ่ายค่าห้องคืนละ 570 เหรียญสหรัฐ แบบขนหน้าแข้งและขนที่อื่นๆไม่ร่วง

             Pool Bar เปิดให้บริการตั้งแต่ หกโมงเช้าถึงห้าทุ่มทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ  แบ่งออกเป็นสองส่วนคือ  ในดอและนอกดอ(in door-out door อย่าคิดลึก) ในส่วนของอินดอ ประกอบไปด้วย เทอเรซที่ยื่นออกมาจากตัวตึก มีทั้งหมด สิบห้าโต๊ะด้วยกัน  คือ ห้าโต๊ะอยู่ในห้องแอร์ร่วมกับครัวเล็กๆ  เครื่องทำกาแฟ แคชเชียร์  ห้องทำงานหัวหน้า  และทางเชื่มต่อไปห้องออกกำลังกาย เปิดประตูออกมาจะเป็นโต๊ะอาหารอีกห้าโต๊ะ ถัดลงไปอีกสองก้าวก็เป็นโต๊ะอาหารอีกห้าโต๊ะที่ตั้งอยู่ติดสระว่ายน้ำแค่ปลายก้อย หากแขกท่านใดทานเสร็จแล้วจะกระโดดลงสระไปบ้วนปากทันทีเราก็ไม่ว่ากัน ส่วนนอกดอ จะประกอบไปด้วยบริเวณทั้งหมดที่รอบสระน้ำขนาด 25 เมตร ประกอบด้วยเตียงสำหรับนอนอาบแดด ประมาณ 100 กว่าเตียง ร่มกันแดด  round table เป็นโต๊ะเล็กๆที่มีวางไว้ข้างเตียง สำหรับวาง ที่เขี่ยบุหรี่ พัดใบลาน  อาหาร หรือสัมภาระของแขก ก็แล้วแต่  แต่หากตาผมไม่ฝาด ครั้งหนึ่งหมือนกับว่ามีเท้าของใครบางคนพาดอยู่บนนั้นด้วย เจริญล่ะท่าน ทั้งใช้วางเท้าและวางจานอาหาร(เคล็ดลับความอร่อยกระมัง)

             ที่พลูบาร์ของเรามีเมนูอาหารเป็นของตัวเอง  จำพวกอาหารง่ายๆที่ไม่สลับซับซ้อนหมือนสูตรฟิสิกข์ เช่น เบอร์เกอร์ แซนวิซ แซลลัด ซุปที่เตรียมใว้  อะไรเทือกนี้ แต่เพื่อความเป็นห้าดาว  เราต้องมีเมนูอาหารของห้องอาหารอื่นทุกห้องอาหารไว้ให้บริการด้วย  ตลกสิ้นดี ก็ขาดแต่เพียงว่า เราขึ้นไปเสริ์ฟบนห้องลูกค้าเหมือน room service เขาไม้ได้แค่นั้นเอง หากทำได้ มีหวังรูมเซอร์วิซตกงานแหงมๆๆ

            ดังนั้นแล้ว เวลาแขกขอเมนู  พวกเราจะแกล้งลืมไปเลยว่ามีเมนูห้องอื่นอยู่ด้วย  พยายามเสนอรายการอาหารในห้องของตัวเองสุดฤทธิ์  เพราะหากแขกอุตริจะรับประทานอาหารไทยขึ้นมา  พวก runner(คนตามรายการอาหาร)  จะต้องไป pick up (กุลียกอาหาร) ถึงห้องอาหารไทย  ซึ่งอยู่ไกลประมาณเกือบร้อยเมตรได้  ไม่ต้องอะไรมากแค่แขกสั่งผัดไทยจานเดียว  ก็ไหล่แทบทรุดแล้ว เฉพาะจานอย่างเดียวก็หนักเกือบสองกิโลแล้ว ไหนจะ cover ที่ใช้ครอบอาหารมา เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมหล่นลงไปในอาหาร ข้อนี้เป็นกฏเหล็กพอๆกับที่เราจะต้องขี้ทุกวัน  หนำซ้ำพวงเครื่องปรุงอีก และเหนือสิ่งอื่นใดเหล่าบรรดาพ่อครัวแม่ครัวห้องนี้ปากสุนัขขี้เรื้อนทุกคน ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาไปขุดมาจากป่าช้าวัดไหน  ถึงได้เฮี้ยนและตัวเฮียกันสุดโลก 

          สรุปแล้ว  การทำงานต่ละวันทุกคนแทบจะแก้ผ้าบนบานกับเจ้าที่กันเลยทีเดียว  ว่าอย่าให้เจอลูกค้าประเภท ตัวพ่อตัวแม่ของความติดส์แตกเลย  เพราะแค่แขก V.I.P  ก็ปวดเศียรเวียนเฮดกันทั่วหน้าแล้ว

           

       

            

         

 

edit @ 14 Oct 2009 19:47:39 by เก่ง สามรส

edit @ 16 Oct 2009 14:41:55 by เก่ง สามรส

edit @ 16 Oct 2009 18:09:15 by เก่ง สามรส

Fitting

posted on 11 Oct 2009 16:21 by kensweetsour

  1.       หลังจากที่นอนกระสับกระส่ายมาหลายคืน  ว่าเมื่อไหร่จะมีงานมีการทำเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาเสียที  เพราะไอ้พวกเพื่อนผมที่เป็นรูมเมทกันอีกสองคนมันก็มีงานทำกันหมดแล้ว  ทำให้ผมนอนแกร่ว  อยู่ที่ห้องคนเดียวพร้อมกับซากนรกที่พวกเพื่อนตัวดีทิ้งไว้ให้อีกบานตะไท(พวกมึงเห็นกรูเป็งอีเย็นกระมัง)  เริ่มด้วยการเก็บเตียงให้เอี่ยมอ่อง  พวกมันนอนหรือทำสงครามกันบนเตียงว่ะ  แม่งมีทุกอย่างยิ่งกว่า  7-11 ซะอีก   ยังไม่วาย  ต้องล้างจานให้พวกมัน  ที่สังคยานากันไว้ก่อนไปทำงาน(มึงให้กูซัก กกน. ด้วยเลยไหม แต่ไม่กล้าถามกลัวพวกมันเอาจริงง่ะ)  แต่ก็ยังดีที่พวกมันไม่ต้องให้เราออก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าห้อง  จนกว่าที่ผมจะมีงานทำ(แม่งคุ้มยิ่งกว่าแฟลตปลาทอง  ใช่กูเยี่ยงนางทาสในเรือนเบี้ย) มีอารมณ์แค้นฝังหุ่นเล็กน้อย            

                    เสียงโทรศัพท์ดังแทรกขึ้นมา  ระหว่างที่ผมกำลังเพลิดเพลินจำเริญตาจำเริญใจกับ น้องซาโอริ แผ่นที่สิบสอง(อูลว์  กำลังร้อยด้ายร้อยเข็มกันเป็นพลัลวัน.....  เซ็งเป็ดชั่วขณะจิต)

"สวัสดีค่ะ  เรียนสายคุณ ณัฐโยธิน  อนันไตร ค่ะ" ว้าวววว น้ำเสียงสวยงามมาก

"ครับ ผมเองครับ  จากไหนครับ?" ขายบัตรอะไรอีกล่ะมึง เพราะตอนนี้ตูมีสมาธิตั้งมั่นมากมาก กับภาพเคลื่อนไหวหน้าจอ  ไม่รู้พระนางคู่นี้ไปกินแกงกระหรี่ที่ไหนมาไม่ทราบ คร่ำครวญเสียงเผ็ดร้อนกันหน้าดู

"ดิฉัน....................... ฝ่ายบุคคล จากโรงแรม(ที่คุณก็รู้ว่าที่ไหน) ค่ะ  โรงแรมเราพิจารณา รับคุณเป็นพนักงานของเราค่ะ และ.........................................................."

หลังจากนั้นผมตัวชาไปเลย  ไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่งราวที่เหลือได้อีก

          คือแบบว่าแม่งโคตรๆๆดีใจยิ่งกว่าทีมฟุตบอลไทยได้ไปบอลโลกอีก  ผมงี้ขนลุกเลย(แต่อย่างอื่นลุกอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว อิอิ)  มันตื้นต้นพัลวันใจ  บรรยายให้คนอื่นที่ไม่เคยมีอารมณ์ร่วมแบบนี้เป็นตัวอักษรไม่ได้เลย    แต่ว่า ต้องไป Fitting   ตายโหงงานเข้าแล้วกรู  ไอ้ฟิตติ้งมันคืออะไรง่ะ  งงมากถึงมากที่สุด  แบบว่านับ งอ-งู ได้มากกว่าเลขเจ็ดหลัก    สู้ต่อไปน่ะ แฮรี่

2.                 เป็นครั้งที่สอง ที่ผมก้าวเข้ามาโรงแรมยุคพีเรียดนี้  หนนี้มีโอกาสมองแบบเต็มตามากขึ้น  คือแบบว่า มันหรูหรามากกกกกกกกกกกก(ให้กอไก่ไปเลย)  ขนาดทางเดินเข้าโรงแรมกว้างขวางฉิบ  มีสระบัวหลวงกับต้นยูงทองขนาบไปสุดทางเดินจนถึงตึกใหญ่  มึงจะโชว์ความเป็นห้าดาวไปไหน แค่ทางเดินผมว่าน่าจะใช้เนื้อที่ไปเกือบหนึ่งไร่  แต่ขอโทษครับ หนึ่งไร่ติดถนนสาธรใต้ราคามันจะนรกแตกขนาดไหน   ยังไม่พอ ยังได้อีก  เพราะมีสถูบเจดีย์อีกเกือบสิบหลัง  ลอยอยู่บนสระน้ำหน้าห้องอาหาร coffee shop ยังไม่สุดโลก  เพราะภายในอาคารผนังกรุด้วยผ้าไหมทอง  สั่งทอจากโครงการหลวง  แบบลิมิทิด  อิดิชั่น  พระเจ้า มันช่างอลังการงานสร้างโลก  ทั้งโลกนี้และโลกหน้าจริงๆ   ตกลงตูต้องคลานเข่าเข้าไปไหมว่ะ????????????

                 ทางเดินไปยังส่วนของพนักงาน ต้องเดินอ้อมลงไปชั้นใต้ดิน  จุดแรกที่ผ่านคือ  smoking area แว๊บแรกที่สายตาจับได้เหมือนเรด้าของตาเหยี่ยว  มีผู้หญิงสามคนใส่ชุดสูทรไทยกึ่งสากลนั่งหัวเราะต่อกระซิกกันอยู่ เธอสามคนนี่สเป๊กของผมเลย  ขาว หน้าเชิดๆ ดูร้ายๆๆๆ เปรี้ยวใจอย่างแรง  แต่เอ  ทำไมชั้นใต้ดินของที่นี่มันมีหมอกว่ะ  หลังจากควันเจือจาง ความจริงก็ปรากฏ  ปรากฏว่าเธอสามคนนั้น กำลังพ่นควันกันปุ๋ย..ปุ๋ย..  เท่านั้นยังไม่หนำใจพวกหล่อน  พอผมจะเดินผ่านไป  อยู่ดีๆ มีอยู่หนึ่งนางยกขาไขว่ห้างต้อนรับผมซะงั้น  ตกใจขั้นเทพเลยกรู  นี่กรูโดนรับน้องใหม่จากด่านแรกเลยเหรอวะ  วันหลังผมจะมาแนะนำพวกเธอให้รู้จัก  แก๊งของพวกเธอมีชื่อว่า "คัน คั่น คั้น คั๊น คั๋น คันมหาบันลัยจัก"

             เดินไปอีกสิบห้าเมตร  ก็ถึงบริเวณ time keeper ที่พนักงานทุกคนจะต้องมาเช็คเวลาเข้างาน  และเลิกงานที่นี่  เครื่องมันเป็นระบบสัมผัส  ไม่ต้องเสียเวลาพกบัตรประจำตัว หรือเขียนเวลาให้งุ่มง่าม  ผมคิดว่ามันเป็นการดัดหลังพนักงานแบบโคตรเซียน  เพราะจะฝากบัตรมารูดแทนกันไม่ได้  แต่หากใครจะอุตริตัดนิ้วฝากคนอื่นมาก็ได้(อยากดูเหมือนกันว่าจะมีไหม)   ผมไม่ต้องสแกนนิ้วมือ  เพราะยังไม่ได้เซ็นต์สัญญากับบริษัท  ตูจึงต้องใช้วิธีที่ไฮเทคกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว  เขียนด้วยลายมือสมัยพ่อขุนนั่นเอง ถัดจาก time keeper เข้าไป ด้านซ้ายมือจะเป็นทางเข้าล็อกเกอร์   ถัดไปอีกห้าก้าวเป็น ห้องแคนทีนของพนักงาน มีชื่อเหมือนชื่อโรงแรม แต่เพิ่มคำว่าบ้านลงไปข้างหน้า และในที่สุดผมก็ไปถึงจุดหมายปลายทางเสียที  เพราะห้องที่ผมจะไป  อยู่ในส่วนของฝ่ายห้องผ้า แผนกแม่บ้าน

            ระยะทางตั้งแต่บริเวณ smoking area เข้ามาจนถึงห้องผ้า  ผมรู้สึกว่าสายตาทุกคู่จับต้องเวลาที่ผมเดินผ่าน  ประหนึ่งว่าตัวเองเป็นมาริโอ(ชีวิตจริงโอริโอ้)  ผมงี้ เดินตัวลีบเลย  บางคู่มองมาแบบอบอุ่น  บางคู่แม่โคตรถากถางเลย  บางคู่ก็ตาเหล่   เหวอเลยตู  คู่สุดท้ายส่งสายตาหวานฉ่ำหยาดเยิ้ม พร้อมทั้งข่มเหงผมด้วยสายตา"มึงเสร็จกูแน่ไอ้น้องชาย"  โอ้วววววว อย่าน่ะพี่ชาย เค้ากลัวแล้ว  บรึ๋ยยยยยยยยยย

3.             "พี่ชื่อวันดี  น้องชื่อไร" พี่แกหน้าใสดีแฮะ สงสัยใช้เพียวไวท์ชุดใหญ่

"เก่งคับ  ว่าแต่ฟิตติ่งมันทำอะไรคับ(ดุใสซื่อมาก จนแทบแยกไม่ออกจากความโง่) หากให้ผมไปฟิตเครื่องยนต์ ผมทำไม่เป็นนะคับ" เออ นั่นดิ กูสมัครพนักงานบริการนี่หว่า

"ตัดและลองชุดที่จะใส่ทำงาน  พนักงานใหม่แต่ละคน จะต้องมีชุดทำงานของตนเองอย่างน้อยคนละสามชุด  เราจะไม่ใส่ชุดของพนักงานคนอื่น  เพื่อความหรูหรา สวยงาม  ให้สมกับระดับโรงแรมของเรา"  พี่แกกำลังอินดีพในความรู้สึกมาก  ปานว่าตนเองเป็นตุ๊กตา ตาหวานในหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น  ทำตาโตป็นประกายระยิบระยับวับวาม มีน้ำตาคลอเบ้า แล้วข้าพเจ้าควรจะขำหรือซึ้งดี  เฮ้อ

"เป้าเรายาวเท่าไหร่" เจ้แกถามขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย  เล่นเอากูอึ้งกิมกี่ไปเลย  คั้งแรกกระมัง ที่โดนผู้หญิงถามขนาดถั่งงอกน้อย   รู้สึกว่าร้อนวูบวาบที่หูทันที

"ต้องรู้ด้วยเหรอครับพี่  ว่าขนาดเท่าไหร่" แล้วกรูจะตอบเป็นนิ้วหรือเป็นเซนดีวะเนี่ย  แงแง ไม่กล้าอ่ะ อายปาก(กล้าพูดมากตัวเรา)

                 หล่อนไม่พูดพร่ำทำเพลง   เข้ามาประชิดด้านซ้ายของต้วผม  หล่อนมาด้วยความเงียบและแววตาที่มุ่งมั่นมาก  ยังกับว่าภารกินนี้สำคัญโคตรของเหล่า นางฟ้า ชาลีแองเจิล หากไม่ทำ โลกบันลัยจักแน่(ฮือ งานนี้กูตายแน่)   ระหว่างที่ผมกำลังตื่นตระหนกอยู่นั้น  หล่อนอาศัยจงหวะนี้ตอนที่ผมสับสน  หล่อนสอดมือขวาเข้าไปใต้หว่างขาผม(เฉียดลูกป๋องลูกแป๋งผมไปแค่เส้นยาแดงผ่าสิบ  ใกล้มากๆ  เออหรือว่าโดน  งง) พลันส่งปลายสายวัดให้มืออีกด้านที่รออยู่อีกฟาก  ตอนนี้สติสตังผมแตกซ่านกระเจิง   และผมยืนค้างอยู่ในท่ายืนถ่างขา  แล้วความตระหนกของผม ก็ขึ้นถึงขีดสุด เมื่อหล่อนยกปลายทั้งสองด้านของสายวัดขึ้นไปแตะที่สะดือผม  ด้วยความเร็วแสง   พระเจ้าจอสสสมันยอดมาก  ปฏิกริยารีเฟลกส์ของร่างกายทำงานทันที  เมื่อสายวัดนั้นรั้งไปโดนองค์ชายน้องของผม  จนแหวกไปถึงร่องประเพณีด่านสุดท้าย  ผมสะดุ้งเฮือกพร้อมทั้งอาการขมิ๊บซังอย่างรุณแรง  พ่อครับช่วยด้วย  ลูกเสียตัวให้หล่อนแล้ว

"เอ๊อะ  จะเกร็งทำไมนี่เรา  ปล่อยตัวตามสบาย" นังช้างลาก  มึงไม่บอกกูให้เตรียมตัวเตรียมใจแม้แต้วินาทีเดียว  จะบอกเอาพระแสงขอเงี้ยวทำไม

"เรียบร้อยแล้วค่ะ  เดี๋ยวไปเซ็นต์เอกสารได้เลยค่ะ" ตัวเบาเลยตู เหมือนเพิ่งไปรบที่อิรักมา

                      อื้อหือ เห็นเอกสารที่จะต้องเซ็นต์แล้ว แบบว่าแม่เจ้าประคุณรุนช่องโคตร  ค่ามัดจำเสื้อผ้า  5000 บาท  ค่ารองเท้าดิดาส 4800 บาท (คงจะเป็นรุ่นที่ใส่แล้วเหาะได้ แต่โชคดีที่โรงแรมออกค่ารองเท้าให้กึ่งนึง)  ผมเลือบไปเห็นของแผนกอื่น มัดจำชุดละ 5000 บาท  เวอร์ได้อีกสมกับความเป็นโรงแรมห้าดาวจริงๆ  ยูนิคมากกกกก สรุปแล้วเงินเดือนกูแค่ห้าพันร้อยหนึ่งบาท  แต่ต้องจ่ายเงินทั้งสิ้น 7400 บาท เท่ากับว่า กรูต้องติดลบตั้งแต่ตั้นเดือน 2300 บาท  ไฮโซมากกกกกกกกกกกกกกกก

 

        ขอสารภาพตามตรงว่า ไม่เคยรู้จัก blogนี้มาก่อน  ว่ามันคืออะไร ทำอะไรได้บ้าง แต่ก็เหมือนกับฟ้ามีตาเทวดาลิขิต ให้ผมได้พบกับบล็อกของคุณบางเต่าเข้าให้  ว่าความจริงแล้วในโลกนี้นอกจากมีความมืดแล้ว ก็มีที่นี่แหละที่ให้แสงสว่าง(ที่ออกมาจากทางปาก หลังจากที่คุณได้อ่านเรื่องราวต่างๆ)

       คือแบบว่ามันสุดยอดมาก  ทำไมคนในที่นี้ถึงมีอารมณ์ขันมากมายกันขนาดนี้ วันๆพวกเขาไม่ทำการทำงานกันหรืออย่างไร  คอยแต่จะอ่านเรื่องราวของชาวบ้านและลงเรื่องของตนเอง(รวมทั้งตัวผมด้วย)มันเหมือนกับฝนตกตอนหน้าแล้ง  เหมือนเห็นสายรุ้งขึ้นกลางแจ้ง  เหมือนเห็นโอบามาจูบปากกับคิมยองอิลก็ไม่ปาน(อย่างหลังนี้กรุณาอย่านึกภาพตาม เพราะอาจจะเป็นช็อตที่สยองจิตในความทรงจำของคุณไปตลอดชีวิต)

      หลังจากที่ผมได้อ่านเรื่องราวของมนุษย์เงินเดือนที่แรงที่สุดในอินโดจีน  มันทำให้ผมเกิดความปีติและน้ำแห่งความปีติแทบจะทะลักล้นออกจากทวารทั้งห้าของผม  โชคดีที่ไม่ เพราะมิเช่นนั้นแล้วร่างของผมคงจะธาตุไฟแตกไปเสียก่อน ดังนั้นผมจึงพยายามประคับประคองความฮากระจายให้มีความพอเพียง  อาจจะมากสุดแค่ไม่สามารถควบคุมหูรูดตามจุดต่างๆได้ก็เท่านั้นเอง(นั่นมันก็เฉียดคำว่าทุพลภาพไปแค่องคุลีเดียว)

     น่าเสียดายมาก ที่ผมเพิ่งได้มาเจอทีนี่  เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยอึดอัด สารพัดเรื่องราว ที่เราไม่สามารถจะระบายออกไปได้หมดทุกเม็ด  แต่สำหรับที่นี่ไม่ ผมคิดว่าเป็นที่ที่ทุกคนมารวมตัวกันเพื่อสร้างสีสันให้กับชีวิตตนเองและผู้อื่น(อารมณ์ว่า ฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรมารวมกันหว่า?) หากใช้คำเปรียบเปรยผิดไปต้องขออภัย เพราะผมยังไม่ชำนาญในเรื่องแบบนี้ อิอิอิอิ

คุณดิลกกี้(ออกเสียงตามสัทธะ ดังนี้ คุณ-ดิ-ล้ก-กี้)

เคน(ออกเสียง เคน)

คุณดิลกกี้ "คุณไม่เคยมีประสบการณ์จริง ในงานด้านนี้มากก่อน คุณคิดว่า คุณจะทำได้เหรอครับ ถึงแม้นว่าคุณจะทำได้ก็คงจะไม่เพอร์เฟคมากนัก คุณคิดว่าอย่างไร" น้ำเสียงทุ้มต่ำแลดูสุภาพ (แต่ขอโทษ แดกกรูทุกคำ นี่เราไปแอบถอนขนจมูกแกมาก่อนหรือเปล่าว่ะ)

เคน"ผมมั่นใจ ว่าผมทำได้ครับ  เพราะผมเคยฝึกงานด้านนี้มาสามเดือนก่อนสำเร็จการศึกษาครับ" ก็แหงล่ะ จะให้ตัวกระผมไปหาประสบการณ์จากรูไหนไม่ทราบ  ก้อเพิ่งจบโนะว้ย เซ็งเป็ด

คุณดิลกกี้"งานที่นี่ไม่ได้สบายเหมือนที่คุณคิดหรอกนะ" แกส่งยิ้มปนหยองมาให้ผม

เคน"ครับ ผมสามารถทนต่อการทำงานหนักและเผชิญกับแรงกดดันจากสถานการณ์ต่างๆได้ครับ"

คุณดิลกกี้"หลายรายก็พูดแบบเดียวกับคุณ  ผมไม่เข้าใจว่า ทุกมหาวิทยาลัยเขาใช้ตำราเดียวกันหรืออย่างไร"

       น้ำเสียงและรอยยิ้มแบบนี้ มันน่าจับกดน้ำเสียจริง แล้วขอประทานโทษครับ คุณมึงจะให้ข้าพเจ้าตอบว่ากระไร  โอ้ยยยยยยยยยย งานอะไรจะหนักนักหนา  เงินเดือนก็ไม่กีพัน  กรูจบปริญญาตรีนะเฟ้ย แถมเป็งท็อปไฟว์ของประเทศอีกต่างหาก 

เคน"ผมยังยืนยันครับ  ว่าผมสามารถทำงานนี้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เท่าที่ผมจะดึงศักยภาพในตัวของผมออกมาได้" พระเจ้า นี่เป็นประโยคคำพูดที่ดีที่สุดในชีวิตของเราเลย ร่ำร่ำว่าน้ำตาจะไหลเนื่องจากความตื้นตันใจอีกแล้ว

คุณดิลกกี้"แต่ผล.............. ของคุณออกมาต่ำมาก ผมเกรงว่า มันจะเป็นอุปสรรคต่องานของเรา"

      พี่แกยังไม่เลิกก่อกำแพง  ไม่ทราบเหรอครับว่าที่เยอรมันไม่มีกำแพงเบอร์ลินแล้ว หรือว่าพระคุณท่าน

      อยู่แถบเกาหลีมิทราบ

เคน"?????????????????????????????" กรูเพิ่งเข้าใจแบบชัดแจ้งแดงแจ๋ก็วันนี้เอง ว่าอาการ

อึ้งแดกแปดด้านเป็งยังไง  มันเหมือนชีพจรในร่างกายขึ้นถึงขีดสุด เหมือนจะโกรธแต่ก็ไม่แน่ใจ เหมือนจะขำ ก็ขำไม่ออก  เหมือนปวดขี้  แต่ไม่มีรูจะออก

คุณดิลกกี้"เอาล่ะ  การสัมภาษณ์ของคุณเสร็จสิ้นแล้ว อีกสามวัน ทางฝ่ายบุคคลของเราจะโทรไปแจ้งผล

และผมก็หวังว่าคุณคงจะโชคดี"

                   คุณเคยไหมครับ?  สำหรับงานชิ้นแรกที่ต้องการจะไว่คว้ามาให้ได้  หลังจากเรียนจบมาหมาดๆ  และที่สำคัญงานที่เรากำลังจะทำ  เป็นงานที่เราไม่อยากจะทำ  แต่มันเป็นงานที่เราเรียนมาตามสายงานนั้นโดยตรง  ตอนที่เราเรียน เราเลือกเพราะว่า  ไม่มีอะไรจะเรียน  งานนี้จึงซึ้งถึงตับและเซ่งจี้เลยครับ  ว่าเราทำอย่างไรได้อย่างนั้นจริงๆ  เพราะท่ามกลางความวิปริตบ้าบอคอแตกของการดำรงชีวิตสมัยนี้  มีโอกาสน้อยมากที่เราจะเป็นฝ่ายถูกเลือก

                 หลายคนคงอยากจะทราบแล้วซิครับ ว่างานนี้คืออะไร   ใครคือเคน  แล้วจะได้งานนี้ไหม  โปรดติดตามกันไปเรื่อยๆ นะครับ   เพราะทุกคนย่อมมีครั้งแรกกันทั้งนั้น  ว้าววววววววว ตื่นเต้นฉิบ  ไว้เจอกันใหม่ครับ

                " I don't know  what I want,  but I know what I don't want  , that why I will make the best in everything I do , till the the I know what I want in my life"

 

edit @ 10 Oct 2009 20:59:44 by เก่ง สามรส

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ exteen

posted on 09 Oct 2009 17:28 by kensweetsour

เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย

ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก