เคยสงสัยอยู่พักหนึ่งว่าจะมีอาชีพอื่นอีกไหมที่ความต้องการของลูกค้าขึ้นอยู่กับช่วงระยะเวลาในปีหนึ่งๆที่แตกต่างกันเหมือนกับ งานโรงแรม?
 
                 หลังจากเข้าวงการ(โรงแรม)มาพักหนึ่ง ก็มีประกาศเคอฟิวส์จากแผนกอาหารและเครื่องดื่มออกมาว่า ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม จนถึง 5 มกราคม ของอีกปี ห้ามพนักงานลาหยุดอย่างเด็ดขาดถ้าไม่มีความจำเป็น(หัวหน้ากระซิบว่า มึงห้ามหยุดนั่นแหละไม่ว่ากรณีใดๆก็ตาม) เพราะต้องเตรียมขุมกำลังไว้สู้รบปรบมือกับกองทัพแขกและลูกค้าที่จเข้ามาพักและใช้บริการตั้งแต่วันคริสมาสต์จนหลังปีใหม่...
 
             การแบ่งว่าช่วงเวลาไหนเป็นโลว์หรือไฮซีซันมันขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งของแต่ล่ะโรงแรมแต่โดยภาพรวมแล้วน่าจะเหมือนกัน ประมาณนี้
 
-Green Season1 พ.ค. 54 -31 ต.ค. โดยมากจะอยู่ในช่วงฤดูฝน
-High Season1 พ.ย. 54 -19 เม.ย. หน้าหนาวฝรั่งเที่ยวส่วนหน้าร้อนคนไทยจะเที่ยว
-Peak Season20 ธ.ค. 54 -10 ม.ค. เป็นซับเซ็ทของช่วงไฮซัซันอีกที 
 
         ตามความเห็นของผมการแบ่งฤดูการท่ิองเที่ยวออกเป็นช่วงต่างๆแปรผันตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะท่องเที่ยวโดยทั่วไปคือนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยยึดถือชาวต่างชาติซะมากกว่า ก็แหง๋ล่ะครับท่านเพราะรายได้ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มนี้ ใครที่อยากจะที่ยวตอนช่วงพีคๆๆ ก็จะต้องจ่ายเงินค่าบริการแทบจะทุกอย่างสูงกว่าช่วงหน้าฝนเกือยหนึ่งเท่า แต่ก็อีกนั่นแหละ หน้าฝนจะไปเที่ยวหาเห็ดโคนก็ใช้เรื่อง ชิมิ..
 
      เอาเป็นว่าพนักงานโรงแรมด้วยกันจะเข้าใจถึงภาวะนี้ดี โดยเฉพาะช่างพีคซีซันนี่ จะว่าดีก็ดี จะว่านรกแตกก็ดี เช่นกัน เอ๊ะยังไงหว่าLaughing
 
     ที่ดีคือ คุณจะได้รับเงินเดือนในส่วยของเซอร์วสชร์าทเยอะมากขึ้นมาก และอีกส่วนที่มาของรายได้ก็คือ ทิปที่แขกจะให้เรา
     แต่ที่เกือบจะดีคือ ช่างท้ายปีตั้งแต่วันที่ 20 ต้นๆของเดือนธันวาคม จนถึงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม คุณจะไม่ได้หยุดเลย เพราะทุกแผนกในโรงแรมต้องใช้กำลังคนที่มีทั้งหมดอย่างเต็มกำลังดุจกับการทำสงครามก็ไม่ปาน(สงครามของลูกค้า) และในช่วงระยะเวลานี้การทำงานของเราจะใช้พลังกายและพลังใจมากกว่า 100 แรงม้า นั่นคือ มีเท่าไหร่ใส่เต็มตลอด เพราะแขกเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เมื่อแขกเยอะ เรื่องวุ่นวายต่างๆก็ตามมาเป็นเงาตามตัว กลับถึงหอทีไรหลังจากอาบน้ำแล้วมารู้สึกตัวอีกทีก็นาฬิกาปลุกดังของอีกวันแล้ว พูดดูเหมือนโอเวอร์ แต่โคตรจริงเลย....
 
     หากใครเกิดป่วยช่วงนี้นี่ก็ต้องอัดยาเข้าไปแล้วเข้าทำงานต่อไปแบบมึนๆนั่นล่ะครับ เพราะถ้าแผนกของเราคนหายไปแค่หนึ่งคน ก็อาจจะทำให้คนที่เหลืออยู่ในห้องอาหารเดียวกันจิตแตกขึ้นมาได้ แต่โโยมากแล้วถ้ามเราทำงานเป็นทีมเราจะเข้าใจดีว่าแค่คนๆเดียวนั้นสำคัญมากในช่วงพีคของงานโรงแรม
 
    ส่วนเรื่องการลานี่ ถ้าพ่อแม่ไม่ป่วยหรือตาย ก็จะหมดสิทธิ์ทุกประการ เพราะถ้าเราจะลาไปงานอย่างอื่นต้องทำให้เสร็จก่อนช่วงพีคซีซันจะมาถึง
 
   ดังนั้นแล้ววลีอมตะของชาวโรงแรมช่วงพีคซีซันก็คือ "ห้ามป่วย ห้ามตาย ห้ามขาด ห้ามลา" ยังยืนยงมาถึงทุกวันนี้..............................
 

เชียงรายหนาวไปไหม!!!!

posted on 21 Jan 2012 09:31 by kensweetsour
            หลายปีแล้วที่ผมย้ายมาอยู่ที่จังหวัดเชียงราย หนีจากเมืองกรุงอันสับสนวุ่นวาย การงานที่ไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้(ต้องพิจารณาตัวเองมากกว่าผู้อื่น อ่ะนะ) ชีวิตที่ไร้รูปแบบและไม่เข้าร่องเข้ารอย เหมือนอากาศธาตุก็ไม่ปานแฮะTongue out แต่ก็เอาเถอะชิวิตไม่สิ้นก้ดิ้นกันไป
 
            เชียงรายวันนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนไปมาก แต่ผู้คนยังน่ารักเหมือนเดิม คนในเมือง(ตัวเมือง)ก็ยังอู้กำเมืองอยู่เหมือนเดิม อาหารการกินก็ยังถูกอยู่ยกเว้นร้านหรูๆนะ อิอิ ป่าไม่ไม่มีแล้วก็ยังไม่มีเหมือนเดิม(ยกเว้นที่ดอยตุงอ่ะ)  และอากาศก็ยังหนาวเหมือนเดิม ถึงแม้โลกเราจะตกอยู่ในภาวะโลกร้อนก็ตามทีเหอะ..
 
           หลายวันมานี้(ณ วันนี้ 21 มกราคม 2555) ที่เชียงรายหนาววววมากกก นี่ขนาดอยู่ในตัวเมืองนะนี่ อุณหภูมิน่าจะ ราวๆ 10-12 องศา ถือว่าหนาวเลยที่เดียวถึงแม้ว่าพอกลางวันจะร้อนขึ้นบ้างก็ตามแต่อุณหภูมิไม่น่าจะเกิน 28 องศาแน่นอน ที่มันร้อนเพราะว่า หน้าหนาวทางภาคเหนือนี่พอตกกลางวันท้องฟ้าจะสวยงามมากคือท้องฟ้าเป็นสีฟ้าไม่มีเมฆเลยสักนิดเดียว ลองจินตนาการดูนะครับว่าแดดมันจะแรงขนาดไหนแต่คนที่นี่ก็ไม่แคร์ออกไปนั่งตากแแดกันเฉยเพราะเข้าที่ร่มเมื่อไหร่มันจะเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที ฉะนั้นจนอย่าแปลกใจหากเห็นคนเหนือตัวดำขึ้นในหน้าหนาว 555+++
 
       กิจกรรมหน้าหนาวที่นี่เขาทำอะไรกันบ้างล่ะ  ส่วนใหญ่ชาวบ้านชาวเมืองเขาก็ยังคงตื่นเช้าเหมือนเดิมตีสี่ตีห้าแต่ก็มีกิจกรรมที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ การผิงไฟหน้าหนาว เป็นอะไรที่วิเศษมากเพราะจะมีกิจกรรมเสริมที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆรวมทั้งผู้ใหญ่หลายๆคน นั่นก็คือ การเผามันเทศ การปิ้งข้าวจี่และการเผาข้ามหลาม แต่ที่นิยมมากๆ นั่นก็คือเผามันกินกัน วิธีการก้ไม่มีอะไรมากครับ พอก่อกองไฟเสร็จก็หยิบเสียบไปขุดมันจากข้างๆบ้านที่ปลูกไว้ พอขุดเสร็จก็โยนเข้ากองไฟเลยไใ่ต้องล้างอันนร้คือเคล็บลับความอร่อย ขอยืนยันเลยว่าอร่อยมาก คิดดูแล้วกันตอนหยิบมันเผาที่ได้ที่แล้วขึ้นมาบิออกจากกัน ควันกรุ่นๆก็ลอยขึ้นมาพร้อมกลิ่นหอมๆทั้งกลิ่นดินกลิ่นมันกลิ่นขี้เถ้าผสมกันได้อย่างลงตัว แต่ข้อควรระวังคือ อย่าตะกละกินขณะกำลังร้อนๆเพราะปากอาจจะพองได้
 
    ศัพท์ยอดฮิตหน้าหนาวของคนที่นี่คือคำว่า "อ่วย" อ่วยเป็นคำเมืองแปลว่า สกปรกรวมกับคำว่าอุบาทว์ น่าจะประมารนี่นะ 5555+++(แปลโดยคนเหนือจำเป็น) ตัวอย่างเช่น
 
นายแก้ว"ไอ้คำมึงได้กลิ่นอะไรตุๆไหมว่ะ เหมือนกลิ่นหมาเน่าตากแห้งเลยมึง"
นายคำ"โค่ะ! มึงก็พูดเกินไป แค่กูไม่ได้อาบน้ำมา3วันแล้วเท่านั้นเอง"
นายแก้ว"โหยยยยยยย ไอ้สันขวาน มึงแม่งโคตรอ่วยเลยว่ะFoot in mouth"
นายคำ"ก็มันหนาวอ่ะ..."
             " คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น" วลีสุดคลาสสิคของใครก็ไม่รู้แต่ที่รู้แน่ๆคือ ผิด
 
            หากถามหลายๆคนว่า คุณเริ่มเล่นหวยตั้งแต่อายุเท่าไหร่ บางคนอาจจะงุนงงกับคำตอบเพราะอาจจะจำไม่ได้เนื่องจากเริ่มเล่นกันตั้งแต่อายุไม่เกิน20ปีด้วยซ้ำ และอีกหลายคนเริ่มเล่นตั้งแต่จำความได้(จำความว่าซื้อขายเองนะครับ ไม่ใช่เกิดมาแล้วซื้อเลย อิอิ) เพราะอะไร ก็เพราะเราเกิดและเติบโตมากับมัน มันได้แอบอิงสิงสถิตย์อยู่ในครอบครัวของคนไทย สังคมไทย สังคมชาวพุทธ(ที่มือถือสลากกินแบ่งปากถือศีล) ที่คนเชื่อทางไสยศาตร์มากกว่าแก่นแท้ของสัจธรรม...โอ่ยออกนอกปากอ่าวไทยไปแล้ว..555+++ โอเคครับ กลับเข้าประเด็นต่อ แต่หากถามว่า แล้วหุ้นล่ะ คุณรู้จักและเล่นมันเป็นไหม หลายคนอาจจะรู้จักแต่ไม่เคยเล่นแต่ก็ต้องเคยผ่านๆหูมาบ้างว่ามีคนรวยจากหุ้นเยอะและเจ๊งหมดตัวจากหุ้นก็มาก ทั้งสองสิ่งนี้ ทั้งหวยและหุ้นมีสัจธรรมของมันคือ เมื่อมีผู้ได้ย่อมต้องมีผู้เสีย..
 
         ที่เกริ่นมามากมายไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมกำลังคิดอยูว่าตัวเองเริ่มเล่นหวยและเล่นหุ้นจริงๆจังๆเมือ่ไหร่Laughing หลังจากที่นั่งคิดอยู่นานสองนานก็พอจะขมวดคำตอบได้คือ เริ่มเล่นหวยตั้งแต่ ม.ปลาย แต่ยังเป็นอารมณ์ว่าเล่นตามที่บ้าน 5 บาท 10 บาท แล้วแต่ว่าแหล่งที่มาของเลขเด็ดนั้นจะแซ่บขนาดไหน เอาเป็นว่าถ้าเลขนั้นญาติโกโหติกาได้มาจากอาจารย์หรือสำนักดังๆนี่ เชื่อมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ หรือแหล่งที่มาของเลขเด็ดที่แบบพิสดารหน่อย อาทิ ออกไปขูดหาเลขตามต้นตะเคียนในป่าช้าคืนวันพระ อันนี้ก็น่าลองเสี่ยงตาม ผลคือ..เสียมากกว่าได้ ที่น่าแปลกก็คือพ่แแม่พี่ป้าน้าอาที่บ้านไม่มีห้ามปราม แต่อาจจะแค่เตือนๆแบบเสียไม่ได้ว่าอย่าเล่นเลยหวยนะ มันไม่ดี(งั้นต้องมีคนไม่ดีค่อนประเทศแน่ๆ อิอิ)
 
      การเล่นหวยอย่างจริงจังของผมก็คงตอนเรียนระดับมหาวิทยาลัย เพราะเล่นตามเพื่อนเลย ไม่ต้องนั่งจินตนาการคิดเอง บางคนอยู่หอโน้นหอนี้เจ้าที่แรง เข้าฝันบอกว่าเลขนี้ดีเลขนี้เด้ด เลขโน้นเด้งก็ตามๆเขาไปถูกมั่งเจ๊งมั่งตามประสา แต่สรุปแล้วเสียมากกว่าได้ อีกนั่นล่ะ... แต่พอใกล้จะเรียนจบก็เพลาๆการเล่นหวยลงทั้งหวยใต้ดินและหวยรัฐบาล อาจจะเนื่องจากเริ่มคิดได้ว่า โอกาสที่เราจะถูกนั้นน้อยมาก(มันแตกต่างจากอารมณ์ก่อนซื้อที่เชื่อว่ามันเข้าแน่ๆ) เอาง่ายก็คือเริ่มฉลาดขึ้น เริ่มคิดเป็น หากจะซื้อหวยเราก็เอาไปซื้อหวยสลากออมสินไม่ดีกว่าลือ มีโอกาสถูกรางวัลถึงแม้ว่ารางวัลที่หนึ่งจะไม่มากไม่มายเท่ารางวัลจากสลากรัฐบาลก็ตาม แต่หากเราไม่ถูกเรายังมีโอกาศได้ดอกเบี้ยมากกว่าฝากแบบธรรมดา เรียกว่าฝากไว้เพื่ออนาคตก็ว่าได้(จริงๆแล้วซื้อเพราะกิเลสล้วนๆ 555++)
 
      พอเริ่มทำงานเริ่มมีรายได้เป็นของตัวเองเพิ่มมากขึ้นตามระยะเวลาและความสามารถในการทำงานของเรา แต่ให้ตายเถอะโรบิน ช่วงที่ทำงานในระยะเวลา 3-4 ปีแรกนั้นไม่เคยมีเงินเก็บเลย ถึงแม้ว่าจะมีการเตรีมการวางแผนมาอย่างดิบดีแต่ก็ล้มเหลวหมดท่า ไม่รู้เพราะอะไรFrown มันจะต้องมีรายจ่ายที่คาดไม่ถึงมาอยู่เสมอ และรายจ่ายที่คาดไม่ถึงนั้นส่วนมากจะเป็นสิ่งไร้สาระที่เราเรียกว่า "ซื้อความสำราญให้ตัวเองทั้งสิ้น"
 
   แต่พอทำงานนานๆเข้ามากกว่า 5 ปี คือเริ่มแก่นั่นแหละปัญญาเริ่มเกิดและงอกออกมาอีกนิดส์ ว่ามึงต้องอดและออมได้แล้วนะเพราะในอนาคตไม่มีอะไรแน่นอน อาจจะกระเด็นออกจากงานเมื่อไหร่ก็ได้ จะหวังหาเมียรวยๆมาเลี้ยงนี่ยิ่งยากเข้าไปใหญ่(555++ ไม่เกรงใจหนังหน้าตัวเองเล้ย..Tongue out) ทำให้ต้องขบคิดว่าเราจะมีเงินเพิ่มได้อย่างไรโดยที่เรายังทำงานอยู่ที่เดิมและอาจจะทำจนกว่าจะโดนไล่ออกหรือเกษียณอายุกันไปข้างหนึ่งไปเลย..
 
    "ให้เงินทำงานแทนเราซิ"  เป็นวลีที่หรูมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ฮิตฮอตติดลมบนมากๆโดยเฉพาะในสังคมออนไลน์ซึ่งถ้าเดี๋ยวนี้คุณไม่รู้จัก คุณแพท คุณพ่อมดน้อย ดร.นิเวศน์ S2M THAIVI บลาๆๆๆ...ถือว่าเชยยยยยยยยยยยมากๆ ก็ต้องจำยอมเป็นมนุษย์เงินเดือนต่อไป ลืมไปได้เลยกับคำว่า "อิสราภาพทางการเงิน"
 
    แล้วงานอะไรล่ะที่จะให้เงินทำงานแทนเราได้ ก็ที่ ตลาดหุ้นยังไง ก็เพียงแค่ เข้าไปเมียงมองหาหุ้นดีๆ แล้วก็ซื้อถือไว้อาจจะรอปันผล หรือขายทำกำไรกินส่วนต่างของราคาหุ้นก็แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล(ในสถานการณ์จริงๆเป็นเรื่องที่อยากมากพอๆกับที่คุณคิดจะเลิกเล่นเน็ทนั่นล่ะ)   แต่มีคำหนึ่งที่ก่อนลงทุนในหุ้นจะต้องตระหนักให้ดีคือ การลงทุนมีความเสียง.. จะเสี่ยงมากเสี่ยงน้อยก็ขึ้นอยู่กับผู้ต้องการที่จะลงทุนว่าศึกษาและวิเคราะห์มามากน้อยขนาดไหน..
 
    แล้วเป็นมนุษย์เงินเดือนนอกจากเล่นหวยจนเคยตัวแล้วจะเล่นหุ้นได้ไหม คำตอบคือ ได้ มันไม่ได้ใช้เงินจำนวนมากมายอย่างที่หลายคนคิด อาจจะหลักพันหรือหลักหมื่นก็ซื้อได้แล้ว(เอาเป็นว่าราคาถูกกว่า ไอโฟน4ก็ซื้อได้มากโข) เอาง่ายๆๆ คุณอาจจะเก็บเงินที่จะซื้อหวยทั้งปี ทั้งบนดินใต้ดินเอามาลองเล่นหุ้นก็ได้ โอกาศที่คุณจะได้กำไรจากหุ้นผมว่ามีมากกว่า หวย อย่างแน่นอน เพราะหุ้นคุณสามมารถใช้ตัวเลขทางสถิติและข้อมูลพื้นฐานมาวิเคราะห์ได้ แต่หวยนี่อารมณ์อุปทานหมู่ล้วนๆ
 
   ประเด็นที่สำคัญของการเล่นหวยและหุ้นคือ คุณเล่นมันเพื่ออะไรและเข้าใจมันดีขนาดไหนต่างหาก  สำหรับผมแล้วตอนนี้ความรู้เรื่องหุ้นมีเท่าหางอึ่ง แต่ก็ต้องศึกษาเพิ่มเติมตลอกเวลาเพราะลาขาดจากหวยทุกประเภทมานานหลายปีแล้ว ไหนจะอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเหมือนผีพุ่งใต้อย่างบ้าคลั่ง และที่น่าขำกว่าคือดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก...
 
   วันนี้คุณเลือกหรือยังว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน..Laughing
                อยากจะตะโกนถามเพื่อนๆที่จบมารุ่นเดียวกันว่า พวกมึงได้เงินเดือนๆเท่าไหร่กันบ้าง แต่ก็เหลือเกิ๊นไม่มีใครยอมแย้มพรายสักคน พวกมันเก็บกันเป็นความลับสุดยอด ประหนึ่งว่าเป็นความลับของโลกปี2012 หากเปิดเผยออกไปอาจจะทำให้โลกแตกได้... บางคนมันก็อยากบอกนะ แต่แม่มม แบบว่า.. ต้องให้มาเป็นปริศนาสามสี่ชั้นให้แก้ปมและเดาเอาเอง ยังกับแฮรี่ตอนเข้าไปหาศิลาอาถรรพ์ก็ไม่ปาน...ทีนนนนนนนนนนMoney mouth สรุปพวกเพื่อนๆสุดที่รักมันคงกลัวว่าถ้าความลับสุดยอดนี้ปูดออกมา คงจะโดนยืมเงินแน่ๆ(ก็มันแน่อยู่แล้วโว้ยยยยยยยยยยย..55+++)
 
            ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่างานโรงแรมที่ผมทำนั้นมีเฉพาะแผนกต้อนรับส่วนหน้าเท่านั้นที่ได้เงินเดือนตามวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี แต่แผนกที่เหลืออื่นๆจะได้เงินเดือนวุฒิ ม.6 Tongue outTongue outTongue outTongue outTongue out กูเรียนมาี่สี่ปีเพื่อ? เพราะเงินเดือนที่ผมจะได้รับเดือนแรกของการทำงานคือ 4500 บาท(พ.ศ. 2548) ไม่ผิดหรอกครับ อยากทำงานในยุคนี้จริงๆ เพราะเราจะได้เงินเดือนตั้ง 15000 บาท แต่ก็อีกนั่นล่ะ โรงแรมเขาระบุไว้แล้วนี่ว่าวุฒิ ม.6 เซ็งปลวกกก มีค่าเท่าเดิม ที่น่าแค้นใจคือเขาตั้งกฎออกมาสำหรับรับพนักงานทุกแผนกยกเว้น F/Oที่วุฒิ ม.6 แต่ขอโทษทีเหอะ พนักงานที่เขารับเข้าทำงานส่วนใหญ่มากกว่า 90 เปอร์เซ็นจบปริญญาตรี ฮ่วย...Foot in mouth
 
         แต่มันก็ไม่ได้น่ากลัวมากมายอะไรขนาดนั้น เพราะเงินเดือนส่วนเงินเดือน พนักงานยังจะได้รับเงินพิเศษที่เรียกว่า "service charge" อีกเด้งหนึ่ง
Service Charge ซึ่งเรียกย่อว่า SVC คือ การคิดค่าบริการกับลูกค้าเพิ่ม นอกเหนือจากการขายผลิตภัณฑ์หรือบริการ ส่วนมากแล้วคิดประมาณ 10% เอาแบบเข้าใจง่ายๆนะครับ เวลาเราไปกินอาหารหรือใช้บริการตามโรงแรม เรามักจะเห็น ++ ตามหลังราการอาหารหรือค่าบริการอยู่ด้วยเสมอเหมือนเหาฉลาม อาทิ กระเพราไก่ไข่ดาว ราคาจานล่ะ 500++ นั่นย่อม หมายความว่า เมื่อคุณเรียกเช็คบิลเมื่อไหร่ราคาที่คุณต้องจ่ายจริงๆจะไม่ใช่แค่ 500 บาทแต่คุณจะต้องเสีย + แรกคือ 7% ค่าภาษี และบวกที่สองคือ 10 % สำหรับค่าบริการหรือ service charge นั่นเอง สรุปแล้วมื้อนี้คุณต้องจ่ายเงินทั้งสิ้น 585 บาทเน็ท..อิอิ

  แต่ปัญหาคือ เงิน service charge มันไม่ตายตัวมันย่อมขึ้นอยู่กับแต่ล่ะเดือนว่าโรงแรมมีรายได้เท่าไหร่ หากอยู่ในช่วงไฮซีซันก็ดีไป แต่ถ้าเป็นช่วงโลว์ซีซั่นก็ซวยไป เพราะเงินค่าบริการส่วนนี้อาจจะหายไปเกือบครึ่งก็ได้ และในความโชคร้ายยังพอมีโชคดีให้ผมอยู่บ้าง เพราะทางโรงแรมเขารับประกันค่า service charge ต่ำสุดไว้ที่ 10000 บาทต่อเดือน คือถ้าช่วงโลว์รายได้ของโรงแรมน้อยแต่คุณก็ยังจะได้เงินค่า SVC 10000บาท แต่หากเป็นช่วงไฮ มีโอกาสที่ svc จะมากกว่า 10000 บาทก็เป็นไปได้เช่นกัน
 
       สรุปตอนนี้เงินเดือนที่ผมจะได่แน่ๆเลยคือ 14500 บาท แต่ยังไม่ได้หักภาษี เรามาดูรายจ่ายกันบ้าง ค่าหอพัก 3000บาท นี่ขนาดหารสามคนนะ ตัวกินไฟกินน้ำทั้งนั้น,ค่าเดินทาง 3000 บาท ไม่รวมค่าแท็กซี่กรณีฉุกเฉิน 55++,ค่าโทรศัพท์ 500,ค่าอาหาร 4000 นี่ขนาดพยายามฝากท้องกับห้องอาหารโรงแรมแล้วนะนี่ และค่า ความสำราญ 5000 บาทKiss สรุปเดือนๆนึงจะเหลือเงินเก็บคือ 14500-15500= - 1000 Tongue out(ห่าจิก อิอิ..)
        ติดลบคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบ แต่เรายังไม่สิ้นหวัง เพราะเรายังมีเด้งที่สามของรายได้จากงานโรงแรม นั่นก็คือเงินทิป(TIP) ที่แขกจะจ่ายให้กับเราเมื่อเราทำงานหรือบริการให้ลูกค้าเกิดความประทับใจและพึงพอใจสูงสุด...นับว่ารอดตาย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มากมายอะไรแต่นั่นก็ทำให้เราอยู่ดีมีสุข หัวเราะได้เต็มคำมากขึ้น 5555++
 
       การแบ่งทิปและการแสวงหาทิปของแต่ล่ะห้องอาหารจะไม่เหมือนกัน ที่สระน้ำของผมเมเนเจอร์ตั้งกฎเหล็กออกมาเลยว่า จะไม่มีทิปส่วนบุคคล นั่นย่อมหมายความว่าเมื่อพนักงานทุกคนในแผนกได้รับเงินค่าทิปจากลูกค้าจะต้องนำมาหยอดรวมกันใน กล่อง TIP BOX ส่วนกลาง โดยผู้ที่กุมชะตากรรมกุญแจที่มีค่านี้ ก็คือรองหัวหน้า และจะแบ่งเงินกันอาทิตย์ล่ะครั้งโดยใช้จำนวนพนักงานทั้งหมดในเอ้าท์เลทหารกับจำนวนเงินทิปที่ได้ คือจะได้ส่วนแบ่งเ่ท่าๆกันไม่ว่าคุณจะเป็น รองหัวหน้า กัปตัน ซุปเปอร์ไวเซอร์ เด็กเสริ์ฟ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้ หัวหน้าของเราสละสิทธิ์เพราะแกคงเงินเดือนมากโขอยู่แล้ว อย่ามาแย่งน้องๆนะ เลอค่าที่สุดแล้นนนน อิอิ..
     และกฏเหล็กอีกข้อคือ เราจะไม่พยายามเรียกร้องหรือแสดงมารยาสาไถเพื่อไถทิปจากแขก อุ้ยยย อิอิ เพราะแขกได้จ่ายค่าบริการในเซอร์วิสชาร์ตไว้แล้วนั่นเอง หน้าที่ของเราคือ ต้องบริการแขกทีมาห้องอาหารของเราให้ดีที่สุดไม่ว่าเขาจะมาว่ายน้ำ ออกกำลังกายหรือมาทานอาหารที่ห้องอาหารของเรา เพราะท้ายที่สุดแล้วถ้าเราบริการด้วยความจริงใจ แขกย่อมสัมผัสได้อย่างแน่นอนเขาก็จะให้ทิปด้วยความเสน่ห์หาอยู่แล้ว ถึงแม้บางคนอาจจะไม่ได้พกเงินสดติดตัวมาว่ายน้ำก็ยังอุตส่าเซ็๋นต์เฉพาะค่าทิปเข้าห้องอย่างเดียวก็มี หรือบางทีแขกก็เอาทิปมาให้ทีหลังก็มี(อารมณ์ประมาณเพิ่งนึกได้ว่า ประทับใจในบริการ 555++) สรุปแล้วเดือนๆหนึ่งแผนกเราจะได้ทิปประมาณ 4000-5000 บาทต่อคน ผมว่ามันก็โอเคเลยประมาณหนึ่ง แต่หากเปรียบเทียบกับห้องห้องอาหารอื่นๆในโรงแรมเดียวกัน เช่น ห้องอาหารอิตเลี่ยน,ห้องอาหารไทย,coffee shop และ ไนท์บาร์ นี่ เงินทิปของแผนกเราที่สระน้ำถือว่ากระจอกงอกง่อยมากที่สุดติ่ง ไม่ได้ขี้เล็บห้องอาหารอื่นแต่อย่างใด โดยเฉพาะที่ห้อง    ไนท์บาร์ ที่มีแต่พนักงานสุภาพสตรีนี่เขาแบ่งทิปกันทุกวันๆล่ะไม่ต่ำกว่า 1000 บาท โอ่ยยยยยยยยยยยยอิจฉาอ่ะ...
 
                อาหารเช้าเปรียบเสมือนขุมกำลังก้อนแรกที่จะขับเคลื่อนให้เรามีชีวิตชีวา พร้อมที่จะเผชิญกับการงานที่รออยู่ข้างหน้า ด้วยยิ่งกับกาลปัจจุบันนี้เราต้องสู้รบตบมือในการงานหลายมิติ ทั้งพลังกาย พลังใจ และเรื่องที่ไม่คาดฝัน อย่างน้อยที่สุดเลยสำหรับชาวกรุงที่ต้องเอาเวลาทานอาหารเช้าไปสังเวยให้กับการเดินทาง เพียงแค่ได้กาแฟร้อนๆสักแก้วกับขนมปังชิ้นเล็กๆเพียงเท่านี้ก็พลังมาเกินร้อยแรงม้าแล้ว...
 
              แต่หากออกไปตามชานเมืองหรือชนบทอาหารเช้านี่ก็จะจัดเต็มมาก เพราะจะต้องใช้แรงงานมหาศาลในการทำงาน อาหารเช้าจึงต้องหนักและให้พลังงานสูง แต่มีคนจำพวกหนึ่งที่อาหารเช้าของพวกเขาเหล่านั้นมีให้เลือกเหมือนกันแต่ เลือกต่างกันสุดขั้ว
 
      ทำงานตอนเช้าพร้อมลำแสงแรกของพระอาทิตย์ในยามเช้านี่มันช่างวิเศษจริงๆ อากาศบริสุธิ์ถึงแม้ว่าอีกไม่เกิน หนึ่งชั่วโมง ช่วงเวลา 8 โมงเช้ารถจะติดหระหนำ่หน้าโรงแรมก็ตาม แต่อย่าได้แคร์... หลังจากที่เตรียมการและจัดการกับเรื่องเตียงๆ และอุปกรณเสริมมากมายรอบสระเหมือนหลายๆวันที่ผ่านมาเสร็จแล้ว ก็ต้องแอบผ่อนคลายบ้างไรบ้าง แต่...Foot in mouth
 
Mr.Obama : "Good morning!" โหยยยยย มาตอนไหนนี่กำลังจะแอบกินกาแฟ เกือบไปแล้วตู งานเกือยงอกแต่เช้า
 
เคน: "Good morning Sir, How are you doing?"
 
Mr.Obama: "บลาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาๆๆๆ... เดี๋ยวฉันจะไปว่ายน้ำนะ(เออ กูรู้แล้ว มรึงคงไม่มารำไทเก๊กที่นี่หรอก) หลังจากนั้นอีกหนึ่งชั่วโมงฉันจะรัปประทานอาหารเช้าที่นี่นะ" น่าตาแขกปริ่มสุขมาก แต่กูนี่เจียนจะขาดใจ ยังไงเราต้องรุกคืบให้แขกเปลี่ยนใจให้ได้
 
เคน : "โอ้ ไม่มีปัญหาขอรับ แต่ผมเกรงว่าถ้าคุณรับประทานอาหารเช้าที่สระแห่งนี้ อาจจะไม่สะดวกสลายเหมือนกับ ยัดประทานที่ coffee shop นะขอรับ" โน้มน้าวใจแขกสุดฤิทธิ์ เพื่อให้แขกไปกินที่โน่นให้ได้เพราะที่ coffee shop เปรียบเสมือนโรงอาหารใหญ่ของโรงแรมที่มีไว้บริการแขกที่เข้าพัก มีอาหารให้เลือกร้อยแปดพันอย่าง จนตาลาย
 
Mr.Obama: "ไม่เป็นไร ฉันทานไม่เยอะหรอก ขอดูเมนูหน่อยได้ไหม"
 
เคน :"ขอรับกระผมTongue outTongue outTongue out" ระหว่างที่แขกเลือกประเภทของอาหารเช้าอยู่นั้น ก็แอบบนบานสิ่งศักดิ์รอบโรงแรม ช่วยลูกด้วยยยยยยยยยยยยยย ม่ายยยยยยยยยยยยยย ลุ้นๆๆๆ ให้แขกเลือกแบบ CBF หรือ Continental breakfast เป็นอาหารเช้าแบบผู้ดีชาวยุโรปเขา อาหารแบบคอนทิเนนแท็ลจะมีเพียงน้ำผลไม้ ผลไม้สด ชา หรือกาแฟ ขนมปัง แยม น้ำผึ้ง หรือเนย และอาจจะสั่งพวก cereal คือพวกข้าวโอ๊ต หรือมาแบบแป้งกรอบสำเร็จรูป ใส่นมสดกิน
 
Mr.Obama:"โอเคร ฉันขออาหารเช้าแบบ ABF แบบ Full Set"Yell มะ มะ มะ ม่ายยยยยยยยยยยยยยยย กรี๊ดดดดดดดดดดดดด!Tongue out และแล้วในที่สุด พ่อเจ้าประคุณรุนช่องก้ประเคนจัดให้ข้าพเจ้าเต็มๆดอกแต่เช้าเลย
 
เคน: "คุณจะทานที่ห้องอาหารสระน้ำโต๊ะด้านไหนหรือด้านนอกดีครับ" ยังๆ ยังไม่ลดล่ะไหนๆ ก็ไล่ส่งไปที่ห้องอาหารรวมไม่ได้แล้ว ต้องชักศึกเข้าบ้านให้ไปกินที่ห้องอาหารของที่สระน่าจะยุ่งยากน้อยลง
 
Mr.Obama:"ไม่เป็นไร ฉันจะรับประทานที่เตียงข้างสระน้ำตรงโน้น ได้ไช่ไหม"
 
เคน:"แน่นอนครับ แล้วคุณผู้ชายจะรับอะไรบ้างครับ ได้โปรดแจ้งที"Innocentมรึงจะถามหาพระแสงทำไมนี่ ก็รู้อยู่แล้นว่าได้
 
Mr.Obama: "โอเค ฉันอยากได้ไข่ม้วน"
 
เคน:"ใส่อะไรบ้างครับ"
 
Mr.Obama:"ขอเป็น เห็ด(สด) กับ มะเขือเทศแล้วกัน ขอแบบตรงการไม่ต้องสุกมากนะ"
 
เคน:"ครับคุณผู้ชาย" แฮ่ๆๆๆFrown
 
Mr.Obama:"ส่วนเบคอน ขอแบบกรอบๆเลยนะ ไส้กรอกอันเดียวพอ"
 
เคน:"ครับคุณผู้ชาย แล้วขนมปังท่านจะรับเป็น ขนมปังอบหรือ ครัวซองดีขอรับ"
 
Mr.Obama:"ฉันขอ ขนมปังอบก้แล้วกันแต่ขอแบบโฮหวีดนะ เพราะมันดีต่อสุขภาพ" แน่ล่ะสำหรับคุฯนะใช่แต่สำหรับผมนะ ขอหวีดดดดดด ตอนนี้เลยได้ไหม มันจัดมาเต็มสูบมว๊ากกกกกกก
 
เคน:"ครับคุณผู้ชาย ท่านจะรับน้ำผลไม้สดชนิดไหนดีครับ"
 
Mr.Obama:"ฉันชอบน้ำมะม่วงสดบีบมะนาวเล็กน้อยด้วยนะ" สันขวานนนนมากกกกกกกกกก
 
เคน:"ครับคุณผู้ชาย สุดท้ายนี้ท่านจะรับชาหรือกาแฟดีขอรับ" เริ่มหมดแรงพูดไม่ออก มันสั่งลงรายล่ะเอียดเยอะเกิ๊น
 
Mr.Obama:"ฉันขอ กาแฟธรรมดาแล้วกัน และฉันอยากให้คุณเสริ์ฟหลังจากที่ฉันรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ทั้งหมดนี้หวังว่าคงจะไม่รบกวนคุณมากไปนะครับ" โอ่ย แบบนี้เขาเรียกปล้นเวลากูไปเลย ชิ..
 
สรุปแล้วแขก VIP ของผม ย่อมาจาก Very Idiot Person 555555555+++ สั่งอาหารเช้าแบบ ABF หรือ American breakfast นั่งเอง ผมอยากจะขอให้ท่านผู้อ่านลืมภาพอาหารเช้าประเภทนี้ตามโรงแรมที่เกาะเสม็ด 3-4 ดาวไปได้เลยครับ เพราะมันมีรายล่ะเอียดเยอะมาก นั่นคือ จะมีอาหารหนักเพิ่มเติมจาก Continental breakfast ดังนี้
 
1.ไข่ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของอาหารเช้าประเภทนี้เลยเพราะฉะนั้นทุกเมนูไขาที่มีบนสากลโลกสามารถนำมาบรรจุได้หมด แต่ที่เป็นมาตฐานแล้วก็จะมี
-ไข่ต้ม(ลวก) boiled eggs ไข่ต้ม มีอยู่ 3 แบบด้วยกัน คือ
   - Hard-boiled egg - ไข่ต้มสุก
   - Medium-boiled egg - ไข่ต้มสุกพอประมาณ 
   - Soft-boiled egg - ไข่ลวก
 
-ไข่คน (Scramble eggs) *** ไม่ใช่ไข่ของคน อย่างแน่นอน อิอิ เหมือนไข่ที่ไม่ตั้งใจทอด ประมารคุณจะทำไข่เจียวแต่ดันใส่น้ำมากเดินไป แล้วคนมันหลายหน เหมือนไข่ผัดใส่มะระ แต่เอสมะระออกนั่นล่ะ
 
-ไข่ทอดฝรั่ง (Omelet) อันนี้ผมเรียกไข่ม้วนหรือบางคนบอกไข่เจียวแบบไทยๆๆ แต่ผมว่าวิธีการทำมันไม่เหมือนกันแน่นอน และที่พยายามฟังมานานฝรั่งไม่ออกเสียงว่า ออมเล็ทเลยแต่จะออกเสียงสองสำเนียงคือ ออมลิท กับ ออมเลิท
 
-ไข่ดาว(fried egg)  มีหลายแบบด้วยกัน ซึ่งแบ่งตามความสุกของไข่แดง ซึ่งแบ่งออกได้เป็น

   - Sunny up หรือ Sunny side up ทอดเพียงด้านเดียว (ไม่กลับด้าน)

   - Over easy / Runny / Dippy ทอดทั้งสองด้าน แบบไข่แดงไม่สุก

   - Over medium ทอดทั้งสองด้าน แบบไข่แดงสุกปานกลาง

   - Over hard / well หรือ hard ทอดทั้งสองด้าน แบบไข่แดงสุกมาก

-Poached egg(ไข่ดาวน้ำ) หากนึกภาพไม่ออก มันก็เหมือนกับใข่ที่ใส่ในบัวลายไข่หวานอ่ะ แต่จะแอบใส่น้พส้มสายชูลงไปนิด

Egg Benedict (ไข่เบเนดิกต์)

ไข่ เบเนดิกต์ ทำโดยการนำแฮม หรือ โบโลญญ่า (Bologna) กับ ไข่ดาวน้ำ (Poached Egg) มาวางบนขนมปังครึ่งซีก
 
แค่เรื่องไข่ๆๆ ข้าพเจ้าก็ปวดเฮดเวียนหัวแล้วนะนี่

2.เนื้อ ก็จะมี เบคอนทอด กับไส้กรอก
 
3.ขนมปังปิ้ง(toast)หรือครัวซอง(crescent french)
 
4.ขนมปังหวานต่างๆ ทีเรียกว่า Danish

5.ผลไม้สด ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ประจำฤดูกาล
 
6.น้ำผลไม้สด
7.ซีเรียล (cereal)พวกธัญพืชอบแห้งกรอบๆกินกับนม
 
8.ชาหรือกาแฟ มึงเลือกมาเลยเพราะเรามีให้เลือกร้อยแปดอย่าง ถ้าลูกค้าไม่มาจากนอกโลกจริงๆ มีครบทุกประเภท เช่น กาแฟก็ black coofee,cappuccino,espresso,latte coffee เท่านี้จริงๆ ที่เหลือคือนอกจากนี้คือ พวกวิกลจริต แปลว่า จริตกร้านมากกว่าคนปกติ 55555++
 ส่วนชาก็จะมี อาทิเช่น English Breakfast,Earl Grey Tea,Lipton Tea,Ceylon Tea (Sri Lanka),Darjeeling Tea,Oolong Tea,Chamomile Tea,Fruit Tea,Ginseng Tea บลาๆๆๆ....
 
      ความหฤหรรษ์มันอยู่ตอนจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จะเสริ์ฟนั่นแหละครับ มันจะมีถาดขนาดใหญ่มากที่สระน้ำนี่ใช่ถาดแบบไม้ไผ่สานอย่างงาม ขนาดใหญ่มากกกกกกกกกก เพราะคุณต้องใส่อาหารบ้าบอทั้งเจ็ดอย่างให้หมด แล้วมันก็จะมี ขาแสตนด์ไว้รองรับถาดอีกทีหนึ่งตอนเสริ์ฟให้ลูกค้า
 
   สิ่งที่ผมจะต้องเตรียมให้แขก VIP ของผมมีดังนี้ มีดโต๊ะ ซ่อมโต๊ะ มีดหวาน ซ่อมหวาน เน็ปกิ้น มีดเนย ถ้วยเล็กใส่เนยและซอสมะเขือเทส tobasco(ซอสพริกอเมริกา) จานรองขนมปังปิ้ง ช้อนซีเรียล ส่วนอุปกรณ์ของ กาแฟก็จะมี พ็อทใส่นมจืดเล้กๆ น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลทรายขาว equal พ็อทใส่กาแฟ แก้วกาแฟ จานรองแก้วกาแฟ..
 
   ทั้งหมดทั้งมวลนี้มันจะไม่แลดูโหดร้ายเท่านี้ ถ้าลูกค้าขึ้นมากินที่ห้องอาหารของสระน้ำหรือที่ coffee shop และที่สำคัญ จานชามแต่ละอย่างที่ใส่อาหารให้แขกนี่ ให้คุณลืมขนาดจานที่บ้านหรือที่แถมมาจากยาสีฟันใกล้ชิดได้เลย เพราะจะดูว่าโรงแรมไหนห้าดาวหรือไม่ให้ดูที่ขนาดจาน จะโคตะระโคตรพ่อโคตรแม่ใหญ่มว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แถมหนักอีกต่างหาก ยกไปส่งลูกค้าที่เตียงทีได้อารมณ์แบกข้าวสารแถวๆท่าเรือคลองเตยสุดริด
  
 ท้ายที่สุดแล้วลูกค้าแฮปปี้ซึ่งเราก็แฮปปี้มากกว่าลูกค้าหลายเท่าเพราะเขาให้ทิปไซด์เข้าห้องมา 300 บาท ฮิ้วว.

edit @ 18 Jan 2012 20:29:31 by เจ้าชายดอยตุง

       หลังจากที่ได้งานโดยมิได้คาดหมายแล้ว ก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมาอีกที่นี้เล่นซะเรานอนไม่หลับเลย ผลุดลุกผลุดนั่งมันค่อนคืน เหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่นยังไม่เชื่ออยู่ดีว่าตัวเองได้งานทำแล้วแถมยังเป็นงานที่ปฎิเสธมาตลอดหลังจากเรียนจบ เป็นงานที่เหมือนฝัน ทำงานโรงแรมห้าดาว อยากกินไก่ย่างห้าดาว อ้าวตายห่า!ฝรั่งพูดไทยได้ จะไปทำงานยังไงว่ะนี่ เพื่อนแมร่งที่มีงานทำแล้วยังไม่มีใครกลับเข้าหอมาสักคน หรือว่ามันไปฟีดเจอริ่งกับใครหว่า โอ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยย... ตีสองแล้วยังนอนไม่หลับ กำ.
 
    ใครเคยเป็นแบบผมบ้างครับ สำหรับการเริ่มทำงานวันแรกตื่นไปทำงานด้วยอาการอิดโรยเพราะนอนไม่หลับคิดสารพัดเรื่องยิ่งกว่าแกงสำรวมหลังพระฉันท์เพลอีก เรื่องกังวลใจโดยภาพรวมๆก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ อาจจะเป็นเรื่องผู้ร่วมงานเป็นยังไง แบบไหน งานที่เราจะทำยากและหินขนาดไหน เงินเดือนเท่าไหร่ โบนัสมีไหม จะได้แฟนไหม บลาๆๆๆๆFoot in mouth สรุปก็เพ้อนั่นแหละครับ
 
    เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกของการเริ่มงาน ผมจึงวางแผนเดินทางล่วงหน้ามาหลายวันว่าจะใช้เส้นทางไหนสะดวกและรวดเร็วที่สุด ประยัดทั้งค่าใช้จ่ายแฃะระยะเวลาในการเดินทางมากที่สุด ผมพักอยู่กับเพื่อนอีกสองคนที่ีหอพักย่านประชาสงเคราะห์ 4 ก็ไม่ไกลมากนักจากสถานที่ทำงาน เดินทางได้สองเส้นทางคือ หนึ่งนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างแล้วไปต่อรถไฟฟ้าใต้ดิน ขึ้นที่สถานีลุมพินี เดินพอเหงื่อซมก็ถึง หรือสองนั่งรถเมล์สาย 13 แล้วไปต่อรถที่ เซ็นทรัลเวิลด์ หรือลงแถมสวนลุมแล้วต่อรถอีก สามสี่ป้ายก็ถึงแล้ว แต่วันแรกก็งานงอกเลยเพราะเมื่อคืนนอนไม่หลับ ตื่นสายต้องนั่งแท็กซี่ โอ่ยยยยยยยย..เป็นสัญญาณการเริ่มงานที่ฤกษ์ดีไปไหนหมดนี่Tongue out
    งานโรงแรมพิเศษกว่าชาวบ้านก็ตรงที่มีรอบการทำงานหลายรอบแล้วแต่แผนก เช่น ผมเป็นพนักงานบริการที่สระน้ำ เขาก็จะแบ่งกะให้เข้าแบบดูวั่นวะวุ่นวายมาก รอบแรกเข้างานตอน 6.30 น. รอบถัดไป 9.00น. รอบถัดไป 11.00 น. ถัดไป 14.00 น.แล้วไปเลิกงานตอน 23.00 น. ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้มีพนักงานประจำสระน้ำทั้งสิ้น 8 คน คือราวๆว่า เข้างาน 6.30 สองคน  9.00 สองคนรวม captan, 11.00 เข้าอีกสองคน รวม manager และรอบสุกท้ายอีกสองคน รวม asst.
 
   และไม่ต้องแปลกใจที่น้องใหม่อย่างผมจะได้เข้างานตอนเช้าแน่นอน เอิ่มมม..
   ไปถึงที่ทำงานแบบมีเวลาเหลือๆก็แหง๋ล่ะ เสียค่าแท็กซี่ไปร้อยต้นๆ แต่ก็เรียกความมั่นใจกลับมาได้บ้างเพราะไม่สาย.. 5555555+++
   โดยส่วนใหญ่แล้วพวกเราชาวโรงแรมจะเหมือนมนุษย์ดินเพราะทั้งห้องล็อกเกอร์รูม ห้องอาหารสำหรับพนักงาน ห้องน้ำ ห้องรับชุดเครื่องแบบ และอีกสารพัดห้องจะอยู่ใต้ดิน ประมาณว่าหลบๆซ่อนๆอย่างไรซอบกล
   ก่อนที่เราจะเดินเข้ายังส่วนของพนักงานด่านแรกที่ต้องเจอเลยคือ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยตรวจและสอดส่องพนักงานโดยเฉพาะว่าพวกมึงจะขโมยทรัพย์สมบัติอะไรของโรงแรมออกไปบ้าง และเป็นสถานที่ลงเวลาทำงาน แหมพูดซะเชยก็ที่ตอกบัตรเข้างานนั่นแหละ แต่ที่โรงแรมนี้เขาใช้ระบบแสกนลายนิ้วมือ ว้าวๆๆๆแม่เจ้ายังกะเป็น อีธาน ฮันท้ในเรื่้อง มิสชั่นอิมพอสสิเบิ้ลเลย ข้อดีคือฝากกันรูดบัตรไม่ได้ ข้อเสียคือฝากคนอื่นรูดบัตรให้ไม่ได้เช่นกัน ใครคิดระบบนี้ว่ะนี่ อิอิ..
 
    หลังจากผ่านด่านไฮเทคแล้วเราก็ไปรับชุดพนักงานของแต่ล่ะแผนก ซึ่งแต่ล่ะคนจะมีด้วยกันสามชุดไว้หมุนเวียนที่สำคัญเป็นชุดของใครของมันเพราะต้องเข้าไปวัดตัวตัดกันออกมาเลย ดังนั้น มึงห้ามอ้วน ห้ามผอมกว่าตอนที่ตัดชุด แถมไปยืมของใครก็ไม่ได้ ใจร้า่ยอ่ะ
    มีล็อคเกอร์เป็นของตัวเองด้วย เหมือนทำงานในต่างประเทศเลยเพราะเราต้องจัดการแปลงร่างสภาพศพให้กลายเป็นคนก่อนขึ้นไปทำงาน
   ระหว่างที่รอรุ่นพี่อีกคนที่จะมาช่วยกันเปิดสระน้ำ ก็ไปอ้อยอิ่งกินกาแฟร้อนๆๆ กับครัวซองและดานิช สองสามชิ้น แหมๆๆเว้ยเฮ้ย นี่แค่ห้องอาหารพนักงานนะนี่หรูซะ มีโยเกิร์ตให้ด้วย หรือจะกินพวกข้าวผัดหรือก๋วยเตี๋ยวก็ได้ แต่บอกตามตรงกลืนอะไรไม่ลงหรอกตอนนี้ ตื่นเต้นมว๊ากกกกกกกกกกกกกกก..
   รุ่นพี่แม่มมาอีกนาทีเดียวต้อนออนฟอร์พอดี แล้วสภาพพี่แกนี่เหมือนยังไม่ส่างจากเมื่อคืนอย่างเห็นได้ชัด โอ่ย..แล่วๆๆ.. จะรอดไหมหว่าวันแรก
    ขึ้นจากใต้ดินไปโซน swimming pool ก็เป็นสถานทีีทำงานของผม พระเจ้า! มันสุดยอดมากกกกกก สวยมากๆๆ เป็นสระว่ายน้ำสีเขียวมรกตขนาด25เมตร ถือว่าใหญ่โคตรกลางกรุงแบบนีั้ มีต้นหมากรากไม้จัดไว้อย่างลงตัว มีคร์อดสนามเทนนิสอยู่ข้างๆ ถัดไปอีกหน่อยก็เป็นโซนสปา งามเหลือหลาย
   ที่ทำงานของผมก็คือ The pool terrace cafe' and bar เปิดบริการตั้งแต่ 6.30 น. ถึง 23.00 น. ประกอบไปด้วยสองส่วนคือ ห้องอาหารมีโต๊ะประมาณ 15 โต๊ะ และส่วนที่เป็นสระน้ำมีเตียงให้บริการประมาณ100 เตียง และก้ไม่ได้เหนือความคาดหมาย รุ่นพี่เขาประเคนงานส่วนที่สองให้อย่างเต็มภาคภูมิ ชิ..
    จากตอนแรกที่เห็นนี่สวยงามไปหมดตอนนี้ก็นรกดีๆนี่เอง เพราะมีเวลาแค่ สามสิบนาทีที่จะต้องจัดการเตียงนอนร้อยกว่าตัวให้เสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ เพราะเวลาประมาณ ไม่เกิน 7.30 น. Hotel Manager จะลงมาว่ายน้ำทุกวัน ตายๆๆๆๆๆ เรียงไม่เสร็จนี่ยังไม่น่ากลัวเท่ากับผู้จัดการโรงแรมชาวอังกฤษทักทายขึ้นมาจะทำยังไงว่ะนี่ โอ่ยเยี่ยวจะราดภาษาอังกฤษของตัวเองก็คันหูมากกว่าจะเข้าหู แล้วไอ้รุ่นพี่พอมันมอบหมายงานเสร็จว่าต้องทำโน่นน นี่ นั่น นู่น นู้น โน้นนน โหยยยยยยยยย อย่างเยอะ สมกับเป็นโรงแรมห้าดาวมากๆ รายละเอียดงานเยอะค่อดๆๆ และมัน Tell and show ให้ดูหนึ่งนาที คือปูเตียงให้ดูเตียงเดียวนั่นแหละ ไอ้เวร(แอบด่าในใจ อิอิ)
   โอเครๆๆ ตอนนี้ลืมเรื่องภาษาอังกฤษ กับ ฝรั่งไปแล้ว เพราะงานที่อยู่ตรงหน้ากับเวลาครึ่งชั่วโมงก็ไม่มีอะไรมากมายก็แค่
 
-ต้องนำเบาะที่เป็นฝูกขนาดหนึ่งคนนอนไปปูให้ครบเกือบร้อยเตียงแล้วฝูกแต่ล่ะอันหนักเกินกว่า10กิโลแน่ๆ เอาว่ะอย่างน้อยก็หุ่นดีแบบไม่ต้องเข้ายิม
- ยังไม่หนำใจ มันยังมีเตียงแบบพิเศษ คือมันเป็นดับเบิ้ลเบดเตียงใหญ่มากที่นอนก็ขนาดสองเท่าของเตียงไม้ธรรมดา มีเต้นท์รูปร่างแบบอาหรับๆ อีกต่างหาก มันมีแค่ สิบเตียงแต่เล่นเอากอยแดกเลย มึงจะหรูไรกันมากมายนิ่
-เมื่อขนที่นอนจากที่เก็บไปวางบนเตียงแล้ว ต้องไล่ตามติดหมอนรองศีษะให้ครบทุกเตียง ฮ้วย..
-เมื่อจัดการกับที่นอนและหมอนมุ้งเสร็จแล้ว ก็ต้องลงที่เขี่ยบุหรี่ให้ครบตามแผนผังที่เซ็ทไว้ที่สำคัญต้องวางให้ได้เหลี่ยมและองศา อย่างพอดิบพอดี วางแต่ล่ะอันตรูแทบขี้เล็ด เกร็งมากๆๆ
-ลงที่เขี่ยบุหรี่เสร็จแล้วตามด้วย พัดใบลานสานแบบไฮๆ อีประมาณหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ ต้องวางให้ได้องศาที่ถูกต้องTongue out
- ต้องเตียมจัดร่มที่มีอยู่รอบสระให้ถูกตำแหน่งที่มันควรจะเป็นตามรายละเอียดงานนั่นล่ะ และต้องคอนสอดส่องสายตามองหาก้นบุหรี่ด้วยเผื่อว่าจะตกหล่อนอยู่ในฐานของร่มกันแดด จัดมาถึงตรงนี้ก็ล่อเข้าไปร่วม 40 กว่านาทีแล้วแดดยังไม่มีแต่เหงื่อไม่รู้มาจากไหน โชกไปทั้งตัว ยังๆๆ งานยังไม่เสร็จดี แต่โชคดีแฮะยังไม่มีฝรั่งสักคนมาว่ายน้ำเลย อิอิแอบดีใจ
- หลังจากวุ่ยวายอยู่รอบสระพักใหญ่ ก็ต้องเขามาเก็บงานที่เค้าเตอร์ เตียมพับผ้าไว้ให้ลูกค้าที่มาใช้สระ คนล่ะกี่ผืนก็ได้ คือมรึงจะเอาไปย็นชุดราตรีก้ได้ เพราะเราคือห้าดาว 55555555555++
- เตรียมน้ำดื่มแจกฟรียี่ห้อที่ทำเบียร์อร่อยๆนั่นล่ะ แจกแบบไม่อันคุณจะทานจะนอนฉี่เล็ดก็แล้วแต่ท่านเพราะเราคือ ห้าดาว ฮิ้วววววว.. แต่ก็แปลกลูกค้ามักไม่ค่อยจะดื่มมักชอบที่จะสียเงินแบบว่า ขอน้ำแร่หรือ ไม่ก็ สปาร์กกิ้งวอเดอร์ อะไรทำนองรี้ เวอร์กันเข้าไป.
- ต้องตรวจดูผ้าเย็นชุบกลิ่นน้ำตระไคร้หอมๆ แจกตนร้อนๆวันล่ะสองรอบหรือจนกว่าแขกจะพอใจ เพราะเราคือ ไก้ย่างห้าดาว ว้ายยยยยยยยยยย เริ่มเพลียเหงื่อตัวเอง เพราะเราคือห้าดาว
-และสุดท้ายต้องเตรียม เสปรย์น้ำแช่เย็นไว้แจกลูกค้าที่มาใช้บริการตอนร้อนสุดๆของวัน เย้ๆๆเสร็จแล้วโว้ยยยย ถึงแม้จะเกินเวลาไปมากโข แต่ก็ทำงานที่ได้รับมอบหมายจนเสร็จ..และไม่เห็นหัวรุ่นพี่คนนั้นอีกเลย
 
    เพิ่งเขาใจก็ตอนงานเสร็จว่าทำไม่ต้องทำงานแข่งกับเวลาเพราะหลังจากเจ็ดโมงเช้าแล้วแดดจะโผล่พ้นตึกใหญ่มามันจะร้อนขึ้นอีกเป็นหลายเท่าถ้าเรายังทำงานไม่เสร็จตามแผนที่วางไว้ อย่างนี้นี่เอง มันช่างล้ำลึกนัก.
 
   โอ้ววววววววววววววว ม่ายยยยยยยยยยย GM เมืองผู้ดีเดินพ้นทางเข้าสระมาแล้ว แล่วๆๆเอาแล้วตู มองซ้ายแลขาว รอบสระน้ำขนาด 25 เมตรมาตรฐานโอลิมปิค ไม่มีใครเลยนอกจากตูและ เขาคนนั้น น่านๆๆๆ...ส่งสยตามาแล้ว....อ๊ากกกกกกกกกกกกกก..

edit @ 17 Jan 2012 01:06:37 by เจ้าชายดอยตุง

You are what you eat ?

posted on 15 Jan 2012 20:07 by kensweetsour

You are what you eat ?"กินอะไรได้อย่างนั้นจริงหรือ" Laughing
                     วลีนี้ผมไม่เคยเข้าใจความหมายของมันเลยตั้งแต่สมัยที่ผมยังเป็นนักเรียน เป็นนักศักษา จนกระทั่งเรียนจบหลังจากรับปริญญาตรี ผมจึงเข้าใจความหมายของมันมากขั้น.
 
                    หากย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนสมัยที่กำลีงเรียนอยู่ชั้น ม.ปลายและกำลังจะเอ็นทรานซ์เข้าัรียนต่อในระดับมาหาวิทยาลัย ซึ่งบางคนอยากจะเลือกเรียนคณะในฝัน หลายคนเลือกเรียนคณะนั้นๆเพราะที่บ้านปูทางมาให้ หรือบางคนเลือกเรียนตามสายสามัญที่เรียนมา แต่ตัวผมเลือกเรียนเพราะว่าคณะที่เลือกนั้นมันไม่น่าจะเรียนยากและน่าสนุกFoot in mouth
 
                    และหากมองย้อนจากตอนนี้ ปีพ.ศ. 2555 ยิ่งตอกย้ำให้ตัวเองได้ทราบว่า ความคิดของตัวเองอุบาทว์มาก ถือว่าเป็นการตัดสินใจผิดพลาดเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในชีวิตที่ผ่านมาก็ว่าได้ คือผมไม่ได้หมายความว่า คณะและสาขาที่ผมเรียนมานั้นไม่ดี แต่สิ่งที่แย่คือ มุมมองและความคิดของผมตอนนั้นมากกว่าที่เน่าหนอนมากมาย และแล้วมันก็ได้ส่งผลถึงเราจนได้ เพราะมันผิดเพี้ยนตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว.
 
                   ผมเลือกเรียนคณะวิทยาการจัดการ สาขาบริหารธุรกิจการจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยว ต้องยอมรับกันตามตรงว่า เลืิอกเรียนสาขานี้เพราะชอบเที่ยวท่องไปยังที่ต่างๆ  ชอบสนุก ไม่ผูกพัน อิอิ...  แต่ที่สำคัญคือ มันเป็นสาขาวิชาเดียวเท่านั้นที่คะแนนจะถึงเกณฑ์ได้รับคัดเลือกให้เรียนได้ ยังจำได้สมัยนั้นต้องสอบเอ็นทรานซ์สองครั้งแล้วเลือกคะแนนครั้งที่ดีที่สุดมารวมกัน หลังจากนั้นค่อยไปเลือกมหาวิทยาลัยที่จะไปเรียน ไม่วุ่นวะวุ่นวายกับคะแนนอะไรมากมายเหมือนสมัยนี้
 
                 ช่วงที่กำลังศึกษาตลอดระยะเวลา 4 ปีในมหาวิทยาลัยนั้น นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขสนุกสนานในชีวิตวัยรุ่นมากๆ ได้เรียนมหาวิทยาลัยที่ไกลบ้าน ไกลหูไกลตาจากพ่อแม่ อยู่หอพักกับเพื่อนๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นหอพักของมหาลัยก็ตามเถอะ มีเวลาเปิดและปิดพร้อมๆกับ 7-11 นั่นแปลว่าไม่มีเวลาปิดนั่นเอง Kiss เป็นชีวิตที่มีอิสรภาพมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก อย่างไรก็ตาม ผมก็สามารถเอาตัวรอดมาได้ครบเทอมในระยะเวลา 4 ปี แม้ว่าผลการเรียนจะไม่สวยหรูก็ตาม จะใช้คำว่าห่วยก็ไม่แปลกนักTongue out แต่อย่างน้อยก็ไม่มี F มาประดับในทรานสคริปให้เปื้อนมลทินเสื่อมเกียรติแก่วงตระกูล แต่ก็แอบได้น้องหมายน้อย (เกรด D)น่ารักมาเป็นที่ระลึกทั้งหมดแค่ 5 ตัวแบบขำๆ เอิ๊ก! ซึ่งเป็นวิชาที่สำคัญมากๆในการที่จะประกอบอาชีพที่เรียนมาให้ประสบความสำเร็จ วิชาที่ว่านั้นก็คือ ภาษาอังกฤษ 3 รหัส และ ภาษาเยอรมัน 2 รหัส พร้อมใจได้กันมาครบทุกตัว แต่ก็ยังไม่สลดยังหน้าชื่นตาบานว่า อย่างไรก็ตามเมื่อออกไปแล้ว ข้าจะไม่ทำงานเกี่ยวกับวงการโรงแรมและท่องเที่ยวอย่างเ็ด็ดขาดเพราะเข็ดขยาดจากการที่ได้ฝึกงานตอนปีสามเป็นระยะเวลารวมทั้งสิ้นสามเดือน ว่าช่วงเวลาที่ฝึกงานนั้นงานหนักขนาดไหน(โปรดอย่าคิดว่าผมเหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อ เพราะโรงแรมนั้นมีนโยบายใช้เโกฝึกงานเยี่ยงทาสในเรือนเบี้ยจริงๆนะ Yell)  นี่ขนาดว่าตอนนั้นเป็นแค่นักศึกษาฝึงานนะ ความเรียดและความกดดันแบบของจริงย่อมมีไม่เท่ากับพนักงานตัวจริงแน่นอน ยังใจเสาะขนาดน๊านนนนน!
 
              และแล้วในที่สุดหลังจาดจบการศึกษาออกมาพร้อมกับเกรดเฉลี่ยที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเกินจะบรรยาย ไม่สามารถหางานอย่างอื่นทำได้ เดือนก็แล้ว สองเดือนก็แล้ว สามเดือนก็แล้ว แทบจะเอาเท้าซ้ายขึ้นไปก่ายหน้าผากตอนนอนได้อยู่แล้ว เลยลองกลืนนำ้ลายตัวเอง ไปลองเปิดใจให้กับสาขาวิชาที่ไปร่ำเรียนและจบมาแบบงง สรุปว่าสมัครวันนั้นได้งานวันนั้นเลย ที่สำคัญมันเหนือความคาดหมายตรงที่ มันเป็นโรงแรมห้าดาวนี่แหละ คุณพระ!  และมันก็เป็นปฐมบทของความแซ่บเวอร์ๆยิ่งกว่ารสชาติของไก่ย่างห้าดาว
สุดท้ายนี้คุณคิดว่าตอนนี้คุณจะทำอะไรสักอย่างแล้วหรือยัง...
 
You are what you eat ?
 
 
     หลังจากนั่งชั่งใจอยู่นานว่าจะเขียนดีหรือไม่เขียนดีเพราะโควต้าที่จงลงรูปถ่ายของเดือนนี้เต็มแล้ว นั่นแปลว่าไม่สามารถลงได้อีก แต่ผมชอบเขียนเรื่องราวประกอบภาพถ่ายเสียด้วยเพราะรู้สึกว่ามัน real มันสมจริง แล้วได้บรรยกาศสุดๆ ไม่ต้องนั่งเทียนจินตนาการมาก แต่ก็ช่างมันเถอะลงภาพไม่ได้ ก็เอาเนื้อความไปอย่างเดียวแล้ว "จิ้น" เอาเอง เหมือนที่คนในยุคนี้ชอบทำ 5555+++(ปล ภาพถ่ายให้ไปดูที่อีกบล็อกหนึ่ง อิอิ เจ้าของบล็อกคงไม่อัปเปหิเราออกไปนะนี่)
 
Cool เยี่ยมชมร้านลูกปัดได้ที่เวปลิ้งเลยนะคครับ
 
ติดตามชมภาพถ่ายได้ที่นี่ครับ
http://artisanbead.blogspot.com/2012/01/blog-post.html
 
  เนื่องจากที่ไม่ได้ไปเชียงใหม่มาหลายปีดีดักแล้ว ถึงแม้ว่าบ้านผมจะอยู่เชียงรายก็ตาม ทำให้ภาพบรรยกาศ ต่างๆเลือนไปมาก และโอกาสก็มาถึงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม 2555 ที่ผ่านมา เพราะผมกำลังจะไปหาน้อง "ลูกปัด"
 
  น้องลูกปัดนี่มิใช่กิ๊กหรือคนรักใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นลูกปัดซือๆนี่แหละ อาทิ ลูกปัดหินสี ลูกปัดทองเหลือง ลูกปัดเงิน และอีกปะเลอะปะเต๋อ... และที่สมพงษ์กว่านั้นก็คือ น้องลูกปัด อยู่ที่ร้านลูกปัด 55555555+++ เริ่มงงเพราะความกดอากาศสูงอีกแล้วครับท่าน
 
   วันนี่ที่ผมมาเชียงใหม่สืบเนื่องจาก ผมต้องการอุปกรณ์บางอย่างที่ใช้ทำสร้อยข้อมือที่ผมตามหามานาน ทั้งที่สำเพ็ง และจตุจักรก็หาไม่เจอ แต่ดันเจอตอนนั่งเล่นเน็ต เจอสิ่งนั้นที่ร้าน "ลูกปัด" เข้าให้ นั่งตัดสินใจอยู่นานนนนนนนนนนน หลายนาที จึงตัดสินใจว่าจะไปเชียงใหม่ทันที(ใจง่ายดีนะเรา) เจอข้อมูลวันเสาร์เย็นๆ เช้าวันอาทิตย์ไปเลย ผมว่าหลายๆคนอาจจะเคยเป็นบ้างเหมือนกันนะครับ การที่เราต้องการหรือรอคอยบางสิ่งบางอย่างแต่สิ่งนั้นกลับหาไม่เจอทั้งๆที่บางทีมันอยู่แค่ปลายจมูกของเราเท่านั้นเองและอีกเช่นกัน เมื่อเจอสิ่งนั้นเราก็แทบจะกระโจนเข้าหามันทันที
 
 เชียงใหม่วันนี้มีอะไรใหม่ๆอีกแล้วครับท่าน นั่นคือท่ารถขนส่งใหม่นั่นเอง(อยู่บริเวณเดิมแต่ขยายเนื้อที่ออกไป) เห็นคนแถวนั้นบอกว่าเปิดงานได้ประมาณ 2-3 เดือนแล้ว ดูโอ่อ่าและใหญ่โตกว่าของเดิมมากและผู้ใช้บริการก็ยังคับคั่งเหมือนเดิม ที่เชียงใหม่วันนี้ไม่หนาวเหมือนเดิมแล้ว เพราะทันที่ทีผมลงจากรถที่โดยสารมาจากเชียงรายก็ต้องถอดเสื้อกันหนาวออกทันทีTongue out
 
 เจ้าชายดอยตุง "น้องครับจากที่นี่(สถานีขนส่ง)ไปกาดหลวงไกลไหมครับ"
 น้องชายแปลกหน้า " ไม่ไกลครับ(สำเนียงแปร่งๆ)"
เจ้าชายดอยตุง "เดินไปได้ไหมครับ ประมาณกี่กิโลครับ"
น้องชายแปลกหน้า "เดินไปได้ครับ ไม่ไกลจากที่นี่Foot in mouth" รึว่าน้องเขากำลังตกใจกับคำถามว่าจะเินไปเอง ทำไมพี่ช่างถึกเช่นนี้ แต่คิดอีกทีคงได้ความเท่านี้จริงๆแล้วล่ะ...เดินก็เดินว่ะ..
 
 จากการที่เราเตรียมตัวมาเล็กน้อยดูในแผนที่(ตามไปดูที่บล็อกนะครับ http://artisanbead.blogspot.com/2012/01/blog-post.html ) ณ ตอนนี้ทุกท่านคงต้องนั่งจิ้นเอาเองแล้วนะครับ กาดหลวงหรือตลาดวโรรสแหล่งรวมของกินและของฝากของชาวเชียงใหม่อยู่ไปไม่ไกลมากและเดินไปได้ง่ายๆเลย คือตามถนนแก้วนวรัฐตรงไปเรื่อยๆ จนข้ามสะาพานนครพิงค์ แล้วเลี้ยงซ้ายก็ถึงกาดหลวงแล้ว
 
 ไม่น่าเชื่อว่าเราจะเดินไปถึงได้ แต่ก็ด้วยความเชื่ออีกนั่นล่ะที่ทำให้เราเดินไปถึงได้ เอ๊ะยังไง ก็ก่อนเริ่มเดินเราตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเดินไปให้ถึงร้านลูกปัดที่กาดหลวงให้ได้ โดยเดินไปเรื่อยๆ ถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ขาไปเหมือนจะไกลแต่พอตอนเดินกลับ รู้สึกว่าใกล้มาก.... ประสพการณ์จากการที่เดินไปก็คือ เมื่อเรามีเป้าหมายต้องก้าวไปให้ถึง มันอาจจะดูเหมือนมองไม่เห็นจุดหมายปลายทางเพราะเป็นหนทางใหม่ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเดินผ่านเป้าหมายไป แล้วหันกลับมามองจะรู้สึกว่า ง่ายมาก..
 
ก่อนไปร้านลูกปัดเราก็ต้องหาอะไรรองท้องกันก่อนและแน่นอนที่ขาดไม่ได้คือไส้อั่วคนเมืองอร่อยๆในกาดหลวงนั่นเอง มีหลายร้านให้เลือกสรรค์มากมาย อยากให้เห็นรูปจัง http://artisanbead.blogspot.com/2012/01/blog-post.html บางร้านนี่คนแน่ขนัดเหมือนนอนกำลัง... 555+++ เหมือนแจกฟรี ผมเลยเลือกชิมร้านที่ไม่ค่อยมีคนต่อแถวซื้อถึงแม้ว่าจะอยู่ตรงข้ามกับร้านที่ขายดีก็ตาม สรุปซื้อไส้อั่ว 1 ขีดราคา 35 บาทแต่ชิ้นนั้นมันหนักขีดกว่าๆ ราคา 40 บาทอิ่มไปค่อนวัน รสชาติก็พอรับได้ อร่อยแบบพอเพียง(สรุปว่ามันอร่อยไหมหว่า)
 
  หลังจากจัดการกับไส้อั่วเรีบร้อยแล้วก็เดินต่อไปที่ร้านลูกปัด และเพิ่งทราบว่าบริเวณรอบๆนั้นใกล้ๆกันเป็นแหล่งรวมงานฝีมือของพี่น้องชาวม้งมารวมตัวกัน อาทิ กระเป๋า กางเกง ที่รัดผม ผ้าปูเตียง มาวางขายเยอะมว๊ากกกกกกกกกก เป็นแหล่งขายส่งที่ใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่เลยก็ว่าได้ ใครมีโอกาสไปอย่าลืมไปอุดหนุนนะครับ เพราะราคาไม่แพงเลย แต่ผมไม่ได้สอยมา เพราะตั้งใจมาซื้อลูกปัดโดยเฉพาะอารมณ์ว่าเบี้ยน้อยหอยน้อย ณ จุดนั้น 555++
 
ไปถึงร้านลูกปัดแล้วไม่ผิดหวังเลยครับ มีของให้เลือกหลากหลาย ที่สำคัญลูกสาวเจ้าของร้านบริการดีมากเธอชื่อคุณเมย์ ใครอยากรู้อะไรถามเธอได้เลย มีบริการสอนและซ่อมเครื่องประดับให้ด้วย เลือกของอยู่ประมาณสามชั่วโมง หมดตัวไปเลยตั้งใจว่าจะซื้อชิ้นงานที่อยากได้เท่านั้นแต่แม่เจ้าโว้ย พอไปถึงที่แล้ว โน่นนี่นั่นอยากได้ไปหมดกิเลสครอบงำ และสุดท้ายตัวเบาโหวงออกมาเลย อิอิ..
 
ยังพอมีเวลาเหลือกว่ารถจะออกและแรงยังดีไม่ตก จึงเดินต่อไปเที่ยวแถวๆประตูท่าแพ ที่ซึ่งมีแต่ฝรั่งและสา่วเชียงใหม่ผู่น่ารักใส่สั้นเสมอ...รับลมหนาวฮิ้วววววววววววววววว.. ต่อด้วยเดินไปที่ไนท์บาร์ซ่าเชียงใหม่ไปหากาแฟสตาร์บัคกินปิดท้าย แล้วเดินกลับ..(ถ้าไม่เคยเดินขึ้นไปภูกระดึงมาก่อนทำไม่ได้นะนี่ อิอิ)
 
ภาพถ่ายต้องรับกวนตามต่อได้ที่นี่ครับ 
http://artisanbead.blogspot.com/2012/01/blog-post.html
 
 

edit @ 10 Jan 2012 10:53:09 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 10 Jan 2012 13:20:31 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 10 Jan 2012 16:46:52 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 10 Jan 2012 16:51:41 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 12 Jan 2012 18:35:32 by เจ้าชายดอยตุง

 
    บ๊ะเฮ้ย เจียงฮาย  ช่วงนี้ไม่รู้เิกิดอะไรขึ้นกับตัวของผมเอง เพราะอยากจะเขียนบล็อกซะเหลือเกินเหมือนกลับไปเป็นวัยรุ่นอายุ 14 อีกครั้ง แต่ก็นั่นล่ะ อารมณ์ของมนุษย์คนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอกเวลามันขึ้นอยู่กับว่าเราจะควบคุมมันได้ขนาดไหน แต่ถ้าเป็นอารมณ์สร้างสรรค์และไม่ได้ทำลายตัวเราเองหรือคนรอบข้างก็น่าที่จะปลดปล่อยมันออกมาบ้างเหอะ โน๊ะ
 
    ทุกๆปีปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคมที่จังหวัดชียงรายจะจัดงานใหญ่ประจำปีคือ เทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม ปีที่จัดเป็นครั้งที่8แล้ว จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2554-3 มกราคม 2555 แหมๆๆๆๆ จัดกันข้ามปีข้ามภพข้ามชาติกันเลยทีเดียว สถานที่จัดงานก็คือบริเวณสวนไม้งามริมน้ำกกบริเวณศูนย์ราชการใหม่ ใกล้ๆสนามบิน อารมณ์ว่าดูดอกไม่ไปได้ยลโฉมเครื่องบินกำลังแลนดิ่งไปด้วย
 
และทุกปีอีกเช่นกันที่ผมมักจะไปเที่ยวงามและเยี่ยมชมไม่ต่ำกว่าสองรอบ ทั้งกลา่งวันและกลางคืน แต่ปีนี้เปลี่ยนไปเพราะผมไปวันที่ 5 มกราคม 2554 ซึ่งเขาปิดงานไปแล้ว แต่ความพิเศษมันอยู่ที่ เขาไม่ได้เก็บดอกไม่ไปด้วยเพราะสถานที่จัดงานเป็นสวนสาธารณะอยู่แล้วนั่นเอง เขาก็จะเก็บดอกไม้ไว้อย่างนั้นเกือบ สองอาทิตย์หรือจนกว่าดอกไม่เหล่านั้นมันจะแห้งเหี่ยวไปเอง...
 
เพื่ออรรถรสของเรื่องนี้ ต้องฟังเพลงนี้ประกอบเลยครับ "สวัสดีเจ้า ของ ลานนา คัมมินส์" ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แต่ตอนที่ไปเก็บภาพอยู่บริเวณงานเพลงนี้มันลอยเข้ามาในหัวแบบไม่มีสาเหตุ
 
 
 
ผมคิดว่าสาเหตุที่คณะผู้จักงานเลือกจัดงานช่วงต้นปี ก็เพราะว่า
- เป็นวันหยุดยาวต่อเนื่องหลายวัน
- ช่วงเทศกาลปีใหม่พอดี
- มีอากาศที่หนาวเย็น แต่ปีนี้ไม่หนาวเท่าไหร่ช่วงที่จัดงานอุณหภูมิน่าจะอยู่ที่ 15-16 องศา ผิดจากสองอาทิตย์ก่อนจัดงาน เพราะหนาวมาก อุณหภูมิประมาณ 9-10 องศาเท่านั้น อารมณ์ว่าดูดอกไม่ไปปากซีดไป ก็มันหนาวอ่ะ อิอิ..
 
และก็เหมือนทุกๆปีถนนเส้นที่จัดงานรถจะติดมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก จริงๆ หากใครเคยมาเที่ยวเชียงราย ลองนึกภาพตามนะครับ หัวขบวนติดมันตั้งแต่ห้าแยกพ่อขุนจนถึงปลายขบวนที่ห้างเซ็นทรัล ล่อเข้าไปหลายกิโล คนเมืองกรุงอาจจะเซ็ง แต่คนที่นี่อาจจะตื่นตาตื่นใจก็ได้เพราะบรรยกาศเหมือนที่กรุงเทพแถวๆแยกนราธิวาสตอน 6 โมงเย็น 5555555555555+++
 
นี่เจ้าสารถีของผมผู้ช่วยพาเที่ยวของผม
 
 
เทห์ บ๊ะเฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยย (ปล. ห้ามแซงรถขายไอติมวอลย์เด็ดขาด เพราะจะขายหน้าขายตามากมาย คือว่า..เอ่อ..แซงไม่พ้นครับบบบบบบบบบบบบบ)
 
 
 
 
 
 
ขับเวสป้าน้อยออกจากบ้า่นตอนเจ็ดโมงเช้า หนาวค่อดๆๆ ฝ่าสายหมอกออกไป ถึงสถานที่จัดงานแล้วัวงเวงมากเจอพี่ยามอยู่หนึ่งคนเท่านั้นที่บริเวณประตูทางเข้าแต่พอเดินเข้าไปข้างในบริเวณงาน แม่เจ้าเริ่มขนหัวลุกกันเลยทีเดียวมิใช่ว่าดอกไม่งามเกินขนาดแต่เพราะว่า ไม่มีนักท่องเที่ยวเลยสักคน เสร็จโจรรรรรรรรร เพราะถ้าหากคุณจะมาถ่ายภาพดอกไม้จริงๆ ก็ต้องแบบนี้เลย แต่เราก้จะไม่ได้เจอคนหน้าตาดีๆๆและแต่งตัวแรงๆเวอร์ๆ ประมาณว่าหน้าแค่15 องศาต่อแม่คุณพ่อคุณจัดหนัก ทั้งบู๊ทหนังยาวถึงหัวเข่า เสื้อโอเวอร์โค๊ด ผ้าพันคอขนนกอีมู ถุงมือ ที่ที่ครอบหู ประหนึ่งว่าอยู่ที่ขั้วโลกเหนือก็ไม่ปาน ซึ่งผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเสน่ห์และสีสันของงานไปแล้วเหมือนกัน 5555555555+++ เข้าเคินเซ็บ แปลกและแรง..
 
เราไปแอ่วกันต่อเลยครับ ภาพด้านร่างนี่ถือว่าเป็น ฟินเนอะเร่ของงานเลยก็ว่าได้ เพราะคนต่อแถวเข้าคิวรอถ่ายรูปยาวมากกกกกกกกกกกกกกก(สายรายงานมาว่างั้นน่ะ)
 
 
โอ่ยยยยยยยยยยยยยยยยยย โควต้าลงภาพเต็มมมมมมมมมมมมม เพลียเกิ้นนนนนนนนน!
 
ติดตามภาพถ่ายเต็มๆได้ที่บล็อกนี้ครับ
 
http://artisanbead.blogspot.com/search?updated-min=2012-01-01T00:00:00-08:00&updated-max=2013-01-01T00:00:00-08:00&max-results=3
 

edit @ 7 Jan 2012 10:36:27 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 7 Jan 2012 14:45:54 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 8 Jan 2012 07:17:08 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 10 Jan 2012 09:31:16 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 11 Jan 2012 17:23:05 by เจ้าชายดอยตุง

สวัสดีครับวันนี้ฤกษ์ดี ประเดิมการถักเชือกเทียนแบบแรก ชื่อว่า "หนอนน้อยคอยรัก(Square Knot)" Foot in mouth
 
 
 
   ลายนี้ถือว่าเป็นลายพื้นฐานสำหรับคนที่จะเริ่มถักเชือกเทียนเลยนะครับ แต่ในความที่เป็นพื้นฐานนี้มันแฝงไปด้วยความพิเศษมากมายก่ายกองจนเราไม่สามารถจินตนการได้ว่า ลายหนอนน้อยคอยรักนี้ จะต่อยอดเป็นรูปแบบอื่นๆอะไรได้อีกบ้าง ติดตามไปเรื่อยๆนะครับ..
   เข้าประเด็นกันเลยสำหรับการถักเชือกเทียน ก็ต้องเริ่มกันที่วัสดุอุปกรณ์ก่อนเลย..
 
วัสดุอุปกรณ์
- เชือกเทียน เบอร์2
- กรรไกร
- สก็อตเทปใส
- เทียน
- ไฟแช็ค
- ไม้บรรทัด
 
        เชือกเทียน  สาเหตุที่ผมเลือกใช้เบอร์2 ซึ่งเป็นขนาดกลางเพราะว่า มันไม่หนาและเล็กจนเกินไป แต่ถ้าผู้ใดไม่มีขนาดนี้ใช้เท่าที่มีก็ได้ และที่สำคัญ ลองใช้เชือกอย่างอื่นดูก็ได้ถ้าหากยังไม่มีเชือกเทียน อาทิ เชือกกล้วย อารมณ์ว่าออกแนว ออแกนิคกำลังฮิต 555++ สำหรับลายนี้ผมเลือกใช้ สีเขียว สีแดง และสีเหลือง เพื่อง่ายต่อการมองเห็น(แอบสายตายาวเล็กน้อย)
 
       กรรไกร เอาไว้ตัดและเล็ม จบ.
  
  สก็อตเทปใส  มีไว้สำหรับมือใหม่ เอาไว้ติดชิ้นงานกับโต๊ะเพื่อที่จะไม่ทำให้งานเคลื่อนไหวดุ๊กดิ๊กได้นั่นเอง
 
    เทียน เอาไว้ลนน้ำมันพราย ฮิ้วววววววววววววววว ล้อเล่นน่ะครับ ความจริงคือเอาไว้ลนปลายเชือกเทียนที่่เราทำเสร็จแล้วเพื่อเก็บความเรียบร้อย
 
  ไฟแช็ค เอาไว้จุดบุหรี่สูบเวลาเครียดดดดดดดดดดดด ตอนถักไม่ได้ดั่งใจ บรึ๋ยยย! (ปล. 18++)
 
  ไม้บรรทัด เอาไว้วัดขนาดและความยาวของสร้อยข้อมือที่เราจะทำ
 
  เมื่ออุปกรณ์พร้อม ใจพร้อม ก็ลุยกันเลยครับ ผมจะถักสร้อยข้อมือยาว 6 นิ้ว และสามารถปรับขนาดให้ยาวเพิ่มได้อีก 8 นิ้ว จึงต้องเตรียมเชือกเทียนดังนี้ คือ สีเขียวยาวหนึ่งศอก ใช้สองเส้นเป็นแกนกลาง จะใช้เส้นเดียวก็ได้นะครับ แต่ตัวแพทเทิ่นของลายจะเล็กและดูบางๆ ส่วนเส้นถักคือสีแดง และ สีเหลือง ยาวเท่ากันคือ หนึ่งแขนกับหนึ่งหน้าอก(ล่อซะงง) ประมาณ 1 เมตร 20 เซ็นติเมตรก็ได้ครับ เหลือดีกว่าขาด เวอร์ๆๆไว้ก่อนแล้วจะดีเอง
555+++
 
 
หลังจากนั้นเริ่มที่เส้นสีเขียวทั้งสองเส้นก่อน จับให้มีขนาดความยาวเท่ากัน แล้ววัดจากปลายด้านใดด้านหนึ่งเข้ามา 6 นิ้วแล้วจับตรงความยาวที่ 6 นิ้วขึ้นมา หลังจานนั้น นำเชือกเทียนอีกสองสี เข้ามาทบตรงที่ยาว 6 นิ้ว แล้วขมวดปมตรงนั้น ดึงให้แน่น โ้ดยการไล่ดึงทีละเส้นก็จะแน่นมากขึ้น ดังภาพ
 
 
 
 
 
จากนั้นก็เอาเชือกเทียนที่มัดปมแล้ว มาวางกับโต๊ะแล้วติดสก็อตเทปใสเข้าไปทั้งหัวและท้ายเพื่อกันมันขยับเขยื้อน(ปล. ด้านท้ายติดเฉพาะเส้นสีเขียวเด้อ)
 
 
 
 
 
 โอเค เริ่มกันเลย ขอให้คุณพระคุณเจ้าและสิ่งศักสิทธิ์คุ้มครองทุกท่านนะครับ...
 เมื่อนำเชือกเทียนด้านที่มัดปมขึงผืดกับโต๊ะแล้ว(ติดสก็อตเทปใสนั่นแหละ 55++) ตามภาพก็จะเห็นว่า จะแบ่งเชือกเทียนออกเป็น สามกลุ่มคือ สีเหลืองอยู่ด้านซ้ายมือ สีเขียวอยู่ตรงกลางและ สีแดงอยู่ทางด้านขวามือ
   โดยเราจะเริ่มจากเส้นสีเหลืองก่อน
 
 
 
นำเส้นสีเหลืองสอดเข้าใต้เส้นสีเขียวแต่ทับอยู่บนเส้นสีแดง หลังจากนั้นก็ให้นำปลายเชือกเทียนเส้นสีแดง ที่ถูกทับอยู่สอดเข้าไปตรงกลางช่องว่าง ระหว่างเชือกเทียนเส้นสีเหลืองและสีแดง ดังภาพข้างล่าง..
 
 
 
 
เมื่อสอดเส้นสีแดงได้แล้วก็ค่อยๆดึงปลายเชือกเสันสีเหลืองและแดงพร้อมๆกันโดยให้ได้ดุลยภาพ ให้แน่นชิดติดตรงปมด้านบน
 
 
 
ตามภาพ ตอนนี้ เชือกเทียนด้านซ้ายมือ จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ส่วนทางด้านขวาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มาถักกันต่อเลยครับ ครั้งแรกเราเริ่มจาก ด้านซ้ายมาขวาใช่ไหมครับ คราวนี้เราก็ต้องทำจากด้าน ขวาไปซ้ายสลับกลับไปเรื่อยๆ โดยวิธีการทำเหมือนครั้งแรกทุกประการ
 
 
 
นำเส้นสีเหลืองสอดเข้าใต้เส้นสีเขียวแต่ทับอยู่บนเส้นสีแดง หลังจากนั้นก็ให้นำปลายเชือกเทียนเส้นสีแดง ที่ถูกทับอยู่สอดเข้าไปตรงช่องว่างระหว่าง เชือกเทียนเส้นสีเหลืองและสีแดง ดังภาพข้างล่าง..
 
 
 
แล้วก็ดึงให้แน่นพอประมาณขึ้นไปชิดด้านบน เห็นไหมครัเราจะได้ลายถักสีเหลืองที่ถักแล้วดังรูปที่มีลูกศรชี้ สองลาย หากใครไม่ได้ลายเหมือนดังภาพแสดงว่าถักผิด เนื่องจากสลับข้างมั่วนั่นเอง อิอิ ก้แค่แก้ออกมาแล้วทำใหม่นะครับ ส่วนใครที่ทำออกมาตามภาพ ก็ถักต่อไปเรื่อยๆๆเลยครับ จนครบความยาว 6 นิ้ว ใช้ไม้บรรทัดวัดไปเรื่อยๆๆ ก็ได้
 
 
 
มาถึงตรงนี้เราจะลองถักแบบไม่ต้องโดนตรึงอยู่กับพื้นโต๊ะก็ได้นะครับ ยกขึ้นมาสานเลย ผมว่าง่ายกว่าตรึงไว้บนโต๊ะอีกล่ะ
 
 
 
ข้อสำคัญอย่าลืมนะครับว่าต้องสลับซ้ายที่ขวาที
ว้าวๆๆๆ ได้ นิ้วกว่าๆๆแล้ว ตอนถักใหม่ๆนี่ผมใช้เวลาล่อเข้าไปตั้งเกือบชั่วโมง 555+++
 
 
 
 
  ไม่น่าเชื่อถักได้ความยาวตามที่ต้องการแล้ว 6 นิ้ว ฮิ้วววววววววววว..
 
 
 
 
 
เห็นปลายอีกด้านนึงที่เราเพิ่งจะถักเสร็จไหมครับ จัดการรวบตึงมัดปมเหมือนกับ ด้านซ้ายมือเลย
 
 
 
 
 
 
ต้องดึงให้แน่นนะครับ แต่แบบว่าขอให้ตั้งอยู่บนความพอดี หากแน่นมากไปอาจจะทำให้แพทเทิ่นที่เราถักเสร็จแล้วเบี้ยวหรือไม่ก็ระเบิดได้นะ(น่ากลัวค่อดดดดดดดดดดด)
 
นี่่ๆๆ ได้แล้วทั้งสองด้าน ใกล้ถึงฝั่งฝันแล้ว เหลือแค่การ เก็บปลาย นิดๆหน่อยๆ เท่านั้นเอง เรามาเริ่มกันเลยครับ
 
 
จากภาพที่เห็นอยู่ เราจะตัดเอาสีเหลืองกับสีแดงออก ให้เหลือปลายเชือกเทียนไว้ประมาณติ่งนึง(ไม่ถึงเซ็นติเมตร) เผื่อเอาไปลนไฟเก็บรายละเอียด
 
 
 
 
ตามภาพตัดเสี้ยนหนาม พวกเหลืองแดงออกไปทั้งสองด้านแล้ว อิอิ..
 
 
 
 ม่ายยยยยยยยยยยยย ร้อนนนนนนนนนนนนนน อย่านนนนนนนน้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาา 555+++
 
 
จัดการนำติ่งเชือกสีแดงและเหลืองที่เหลือมารนไฟร้อนๆๆ แล้วบีบให้มันเนียนๆ ตอนร้อนๆๆนี่ล่ะ เพราะถ้าเย็นก็จะแข็งตัวบีบไม่เข้าก็ต้องลนใหม่
 
 
 
  เราเลือกด้านเลยครับว่าจะเอา ตรงกลางเหลืองของแดงเหมือนภาพข้างบน หรือ
  ตรงกลางแดงขอบเหลือง เหมือนภาพข้างล่าง
 
 
 
 
เมื่อเลือกด้านตัวบอดี้ของสร้อยข้อมือเสร็จแล้ว ต่อไปเราก็จะทำที่ยึดหัวท้าย ของข้อมือกัน
 เริ่มแรกให้วัดขนาดจากปลายปมออกไป 4 นิ้ว ตามภาพที่วงไว้ แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มเลยครับ ขมวดปมตรงที่ความยาว 4 นิ้วให้แน่น ทำทั้งสองด้านนะครับ
 
 
 
 
 
และตอนนี้เราได้ขมวดปมทั้งสองด้านแล้ว จากนั้นตัดปลายเชือกเส้นสีเขียวออกทั้งสองข้าง(สั้นเท่าติ่งเหมือนเดิม อิอิ) แล้วตัดเชือกเทียนสีไหนก็ได้ออกมาอีก 10 นิ้ว ผมเลือกสีแดงแล้วกัน เพื่อนที่จะถักยึดปลายทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน
 
 
 
 
 
จะเอาด้านซ้ายอยู่บนหรือด้านขวาอยู่บนก็ได้นะครับตามสะดวก แต่ทั้งสองเส้นต้องขนานได้ระนาบกันดังภาพ
 
 
หลังจากนั้นก็เริ่มเลยครับ นำเชือกสีแดงความยาว 10 นิ้ว ที่เราเตรียมไว้มาถักยึดเส้นสีเขียวเข้าด้วยกัน วิธีการถักก็เหมือนกับที่เราถักตัวบอดี้ของสร้อยข้อมือมาที่แรกครับ เหมือนกันเด๊ะๆๆ สีสำคัญห้ามลืม สลับข้างด้วยนะครับ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เห็นไหมเหมือนเดิมทุกประการ
 
เมื่อได้ความยาวตามที่เราต้องการแล้ว ก็ลองดึงเชือกเส้นสีเขียวด้านซ้ายและด้านขวาพร้อมๆกัน ดึงไปดึงมาหลายๆรอบหน่อยจนรู้สึกว่ามันไม่ฝืดครับ
 
 
 
 
 
 
เมื่อมันลื่นไหลดีแล้วก็จัดการตัดปลายเชือกสีแดงออกทั้งสองข้าง เหลือติ่งไว้ลนไฟด้วยนะครับ อย่าสั้นมากสำหรับจุดนี้
 
 
 
เมื่อตัดเรียบร้อยแล้ว ก็จักการย่างไฟแบบเหมารวมเลยครับทั้ง เชือกเส้นสีเขียวและปลายติ่งสีแดง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ว้าวๆๆๆ ในที่สุดก็ถึงฝั่งฝัน ไม่ยากเลย ชิมิๆ
 
 
 
 
 
 
เคล็ดไม่ลับ   ตามลูกศรเวลาเราถักเชือกเทียนเสร็จแล้วมันจะมีร่องรอยของขี้เทียนเป็นขุยๆหลงเหลืออยู่  บางคนอาจจะไม่ชอบมีวิธีการกำจัดสองแบบครับ
 
 แบบแรก  หากใจร้อนก็จับมันมาปิ้งไฟเลย เอาแบบผ่านๆไฟนะครับ อย่างแช่นานเดี่ยวไหม้หมด แต่จะมีข้อเสีย คือ สีมันจะเพี้ยนไปจากเดิมคือมันจะเข้มขึ้นนิดหน่อย แต่หากไม่เร่งรีบ ก็ต้องแบบ ...
 
แบบที่สอง คือ เมื่อถักและเก็บรายละเอียดเสร็จแล้ว ก็เอาไปตากแแดดทิ้งไว้เฉยๆนี่ล่ะครับ ยิ่งแดดแรงยิ่งดี เพราะขี้ผึ้งที่มันเคลือบเกาะกับเชือกอยู่จะละลายไปเอง สีสันสวยงาม ที่สำคัญลายถัดก็จะยึดเหนียวกันแน่นมากขึ้นนั่นเอง
 
 
แต่สำหรับคนที่ยังงงอยู่หรืออ่านไม่เข้าใจก็ลองทำตาม วีดีโอได้เลยครับ ของคุณเจ้าของลิ้งด้วยนะครับ ที่ไปแอบจิ๊กมา 55++
 
 สำหรับครั้งหน้า เราจะมาลองใส่ลูกปัดลงไปบนลาย หนอนน้อยคอยรัก นี่แหละว่าจะตะลึงพรึงเพริศขนาดไหน..
  ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ..
 
คำคม " ทีละเล็กทีล่ะน้อย วันต่อวัน ทีล่ะอย่างในแต่ล่ะครั้ง ทำมันทุกๆวัน ดังนั้นคุรจะเป็นมืออาชีพ"
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

edit @ 5 Jan 2012 17:03:34 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 5 Jan 2012 18:03:46 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 5 Jan 2012 18:31:00 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 5 Jan 2012 20:14:12 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 5 Jan 2012 20:25:26 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 6 Jan 2012 09:06:32 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 6 Jan 2012 09:09:27 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 6 Jan 2012 09:20:26 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 6 Jan 2012 09:21:01 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 6 Jan 2012 15:36:05 by เจ้าชายดอยตุง

edit @ 6 Jan 2012 15:38:09 by เจ้าชายดอยตุง