หลายวันที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้อ่านข่าวกีฬา เกี่ยวกับการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 3 ณ. ประเทศเวียดนาม วันแรกของการแข่งขันผ่านไป นักกีฬาไทยก็สามารถคว้าเหรียญทองแรก จากากรแข่งขันกรีฑา ประเภทปัญจกรีฑา โดยคุณอมรรัตน์ วินาโท มาครองได้เร็จ
คุณอมรรัตน์ วินาโท หรือชื่อเดิม วาสนา วินาโท นักกรีฑาสาว สามารถคว้าเหรียญทองแรกให้ทัพนักกีฬาไทยได้สำเร็จ แทนที่หนังสือพิมพ์จะเขียนรายละเอียดของข่าวเกี่ยวกับการแข่งขันและการฝึกซ้อมของเธอ แต่กลับมีหนังสือพิมพ์บางฉบับ เล่นข่าวเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อของเธอ จึงทำให้เธอสามารถคว้าแชมป์มาครองได้
มันน่าตลกสิ้นดี ยิ่งเมื่อได้อ่านรายละเอียดในสกู๊ปดังกล่าวแล้ว ก็ยิ่งอยากจะหัวเราะให้น่าตาขี้เหร่(เอ...คงไม่มากกว่าเดิมเท่าไหร่กระมัง กำ
) เพราะมีนักกรีฑาทีมชาติหลายคนรวมทั้งผู้ฝึกสอน ต่างก็เปลี่ยนชื่อกันหลายคน จากการสรุปความของผม ประมาณนี้เลยครับ " สาเหตุที่ทำให้นักกรีฑาประสบความสำเร็จ เพราะนักกีฬาเปลี่ยนชื่อที่เป็นมงคลต่อตนเอง ทำให้ถูกโฉลกกับชื่อที่เปลี่ยนนั้น จึงทำให้ผลงานการแข่งขันดีขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถคว้าแชมป์มาได้"
แม่เจ้าโว้ย!!!! เอาแบบนี้ดีไหม เราไม่ต้องซ้อมและฝึกฝนอย่างหนัก ถ้าหากว่าอยากไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ก็แค่เสียเวลาหาชื่อเจ๋งๆ เช่น ชนะเลิศชัย, บูรพาผู้ไม่แพ้, หนึ่งเสมอ, แชมปี้ อะไรเทือกนี้ เพื่อเป็นหลักประกันว่า เมื่องแข่งขันรายการใดก็ตาม จะสามารถคว้าแชมป์ได้แน่นอน ประเทศชาติ? หากถึงวันนั้น ประเทศเราเจริญฮวบๆ แน่ล่ะครับพี่น้อง
ผมเข้าใจว่านี่เป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล แต่คำพูดที่ว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" ตีความเอาเองเลยว่า คนที่พูดแบบนี้ มีแนวโน้มที่จะเชื่อมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เพราะสรุปเอาจากตัวผมเอง(อิอิอิ) มีอยู่ครั้งหนึ่งไปเที่ยวภูกระดึง เราเดินเข้าป่าปิด เพื่อที่จะไปดูน้ำตกขุนพองกัน ระหว่างเดินทางอยู่นั้น ผมอยากจะยิงกระต่ายขึ้นมากระทันหัน ตอนที่ต้องการเจือกไม่ปวด มองซ้ายแลขวาก็แล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบห้องสุขา ผมเลยถือวิสาสะปล่อยข้างทาง เพื่อเป็นปุ๋ยให้แก่ต้นไม้บริเวณนั้น แต่ในใจก็พะวงอะไรบางอย่าง ว่าที่เราทำลงไปนั้นมันคู่ควรเหมือนลอรีออลไม่ ยิ่งเมื่อไอ้เพื่อนปากหมาน ตะโกนสมทบมาว่า " เอ็งอย่าลืมบอกเจ้าที่เจ้าทางด้วยนะเว้ย ไม่งั้น มีหวังน้องชายเอ็งบวมเท่าโอ่งไม่รู้ด้วย" เวรกรรม มึงบอกกูช้าไปไหม? เพราะผมยกมือไหว้บอกกล่าวเรียบร้อยแล้ว แต่ที่ขัดใจ เพราะเหตุผลที่จะเกิดขึ้นต่างหาก มิฉะนั้นแล้ว ผมจะไม่ยอมยกมือไหว้บอกกล่าวเจ้าที่เป็นอันขาด เพราะหากครั้งหนึ่งในชีวิต น้องชายของผมมีโอกาสเท่าโอ่งราชบุรี ก็ยอม แต่พอตรองดูอีกที แล้วตูจะเดินยังไงหว่า หรือว่าต้องอุ้มไปตลอดๆๆๆๆๆๆ ???
ประเด็นของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่นักกรีฑาหญิงคนนั้น แต่อยู่ที่สถานที่ทำงานของผมนั่นเอง เฮ้อ.....แล้วตรูพล่าม อารัมพะบทมาทำไมเสียยืดยาว แต่ผมคิดว่าหลายท่าน คงจะเคยประสบสถานการณ์ที่เกี่ยวกับ "ชื่อ" ไม่มากก็น้อย
มีอยู่วันหนึ่ง ผมเดินปล่อยอารมณ์อยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ห้างนี้มีแต่คนหน้าตาดีๆมาเดิน แต่ละคนเหมือนหลุดออกมาจากแค็ทวอล์ก ต่างมิกส์แอนแมทซ์ให้ดีเลิศประเสริฐศรี พวกเธอและเขาเหล่านั้นเป็นแบบ in-side-out ออกมา เพราะมันดูเหมาะเจาะพอดี ไม่เก้อเขิน เอาเป็นว่า เป็นตัวกูของกูมากกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว กะกันว่าเดินทิ่มเข้าไปในเยื่อบุดวงตาของ คุณพจน์ อานนท์กันเลยทีเดียว
"พอลล่า...........ทางนี้" พระเจ้า! หากเราหูไม่ฝาด เราจะได้เห็นพอลล่า เทเลอร์ ตัวเป็นๆกับเขาเหรอเนี่ย สวรรค์ทรงโปรด เสียงหญิงสาวคนเดิมยังพล่ามไม่หยุด มึงจะเว้นวรรคทางการพูดสักวินาทีได้ไหม ตูอยากฟังเสียงพอลล่ามั่ง แต่ผมก็ไม่กล้าหันหลังไปดู เพราะกลัวเสียมารยาท ถึงแม้คำนี้ จะหาผู้ที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในปัจจุบันนี้มากเท่ากับหาลูกอุกาบาตก็ตาม เสียงน้องปอบดังกระชั้นมาทางด้านหลัง และเธอทั้งครู่กำลังจะเดินแซงหน้าผมไป ในที่สุดฟ้าก็เข้าข้างผม ผมสบโอกาสหรือไม่ก็ เกิดจากความช่ำชองในการถ้ำมองชาวบ้านบ่อยๆ ที่จะมองเห็นพอลล่าอย่างเต็มตา
อ๊ากกกกกกกกกกกกก พระเจ้าจอร์ส มันหอยทอดมาก ผมถึงกับตะลึงงัน ยิ่งกว่าเพลงของอนัน อันวา มือไม้สั่น ชีพจรลดต่ำถึงขีดสุด เหมือนกับโดนต่อหลุม หลายหมื่นตัว รุมฝังเหล็กในที่หัวของผมพร้อมๆกัน เพราะ พอลล่าที่ว่านั้น ได้กลายร่างเป็นนังฮวกแห่งลุ่มน้ำโขงตอนบน เพราะหากหล่อนอยู่แถวบ้านผม หนังหน้าแบบนี้ ชื่อ อีพรแน่นอน เสื่อมสายตาจริงๆ กะว่าจะเจอพอลล่า ตัวจริงเสียงจริง แต่กลับเจอ ปีศาจคากคก เซ็งๆๆๆๆๆๆ พระจ้าวข้า........
หากจะกล่าวโทษน้องพรคนนั้น คงจะไม่ยุติธรรมต่อเธอมากนัก ที่เธอมีชื่อไม่แปรผันตรงกับเหง้าหน้า แต่สมัยนี้ ชื่อเล่นหรือชื่อจริงมันต้องฟังแล้ว สะดุดหูและชวนติดตามน่ามอง เมื่อมองแล้วจะสวยหรือสยองขวัญนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง ที่แน่ๆ สถานที่ทำงานของผม พนักงานทุกคนจะต้องมีชื่อเป็นฝรั่งคนละชื่อ เพื่อเป็นจุดขายให้แต่ละคน(น่าจะขายหน้ามากกว่า) หรืออาจจะเพื่อให้ชาวต่างชาติเรียกเราได้ง่ายขึ้น ปัญหามีนิดเดียว ก็ตรงที่ป้ายชื่อ ที่ติดอยู่บนหน้าอกซ้ายดันเป็นชื่อภาษาไทยเต็มขั้น ไอเดียสุดบรรเจิดส์(หรือบรรลัย)นี้ ต้องยกเครดิตความสร้าสรรค์ให้แก่เขาคนนี้ หัวหน้าของพวกผม
เริ่มจากคนแรกกันเลย หัวหน้าของผมนั่นเอง แกชื่อ Big นับว่าเป็นโชคของแกทีมีชื่อเป็นอินเตอร์อยู่แล้ว จึงไม่ต้องเพิ่มคำหน้า กร่อนคำหลังของชื่อเดิมให้ปวดกระโหลกเหมือนคนอื่นๆ แต่พวกเรามักจะเรียกแกลับหลังว่า "คุณดิล๊กกี้" แต่หากใครเผลอไปเรียกแกเข้าต่อหน้า รับรองไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดในอาชีพการงานแน่ ๆ เพราะเคยมีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง เรียกแกอย่างดังว่า "ป้าBig" กลางห้องอาหาร แกโกรธเหมือนกับว่าใครแอบไปลอบวางเพลิงบ้านแก และแทบจะพลานเลิกคบกันไปเลย กำ!!!!!
คนที่สอง เป็นเพื่อนร่วมงานที่สนิทที่สุดของผมเอง หน้าตามันหล่อที่สุดในบรรดาพนักงานสระน้ำ อารมณ์ ป๋อ ณัฐวุฒิ นั่นเลย อายุมันแก่กว่าผมสองปี แต่ก็หยวนๆเป็นเพื่อนกัน มันชื่อสัญญา ชื่อเล่นต้น ชื่อใหม่ของมันคือ Tony อื้อหือ หากไม่รู้จักกันมาก่อน นึกว่ามันเป็นลูกครึ่งอินโดกับฝรั่ง มันเป็นดาวของสระน้ำก็ว่าได้ (กลิ่นเริ่มตุๆ แฮะ)
คนที่สาม ไอ้ตุ่ย เป็นว่าที่คนมีตำแหน่งคนต่อไปของสระน้ำ มันเป็นลูกรักของหัวหน้า อารมณ์ว่า ทำงานเก่ง ไขว้ได้ทุกตำแหน่งยิ่งกว่าตัวรับอิสระซะอีก ผมยอมรับว่ามันเก่ง แต่แกมอิจฉา อยากทำงานเก่งมั่งอ่ะ ชื่อในวงการของมันคือ Tom โห ฟังดูโคตรอเมริกันเลย คุณพระ
คนที่สี่ ไอ้ป้อม มันเป็นผู้ชายร่างอวบระยะโค่ม่า หัวหน้ามักจะเรียกมันเข้าห้องดับจิตบ่อยกว่าใครๆทั้งหมด คุยกันแบบสองต่อสอง ตัวต่อตัว ก่อนจะเข้าไปทั้งคู่มีสีหน้าที่เครียดสุดๆ แต่พอออกมา กลับหัวเราะต่อกระซิกกันทุกที คุยอะไรกันง่ะ ผมงง แบบมี ง. สะกดมากกว่าล้านตัว ชื่อของมันคือ Peter เหมือนนักบุญไม่มีผิด แต่ความจริงตรงที่เจ้าของชื่อนิสัยดุจซาตาน
คนที่ห้าคือ Patt ถึงแม้ว่าชื่อมันจะดูดีมีสกุลเป็นฝรั่งอยู่แล้ว แต่ด้วยความกระแดะเกินพิกัดของเจ้าตัว มันจึงเติมพยางค์ท้ายอีกคำให้แร๊งงสุดแรงเกิดเหมือนเจ้าตัว นั่นคือ Patty มันตั้งของมันเอง หัวหน้าไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวแต่ประการใด อย่างว่า เสือสาวสองตัวย่อมอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ คำจำกัดความของหล่อนคือ "ชะนีมีไข่ ว่องไวยิ่งกว่าจรวด" ความเปรี้ยวของมันนั้น มะนาวเดือนห้ายังต้องเรียกพี่ ด้วยความสูง 190 เซนติเมตร ผิวสีแทน หน้าตาคมขำ ร่างกายกำยำ และผมทรงสกินเฮด(โคตรแมนมาก ทางด้านกายภาพน่ะ) แต่เวลามันเดินไปรับออร์เดอร์หรือเสริ์ฟอาหาร วิญญาณของนาโอมิ แคมเบลสิงสู่ทันที เพราะหล่อนจะเดินบิดตูดได้เกือบ 360 องศา ติดแค่ไอ้นั่นอย่างเดียว ราวกับว่ามีพยาธิปากขอราวพันตัว รุมข่มขืนหน้าต่างหลังของมันอยู่ ปานวิมาณ
คนที่หก ไอ้แจ็ค น้องใหม่ล่าสุด ชื่อไม่มีปัญหา แถมยังได้รับความเอ็นดูจากหัวหน้าเป็นพิเศษ ไอ้ต้นมันเคยบอกว่า เขาชอบดูเอ็นกันมากกว่า งานเข้าไอ้แจ๊คเต็มรัก ตัวใครตัวมันแล้วกัน เพราะอีกฉายาหนึ่งของหัวหน้าผมคือ พี่บิ๊กเก้านิ้วครึ่ง พวกผมก็ขอภาวนาให้มันเดินทำงานเป็นเส้นตรงได้ก็บุญโขแล้ว
อีกสองคนสุดท้ายมีตำแหน่ง Head Waiter กับ Assistant Manager นั่นคือ น้าหนุ่ม กับ พี่ทูล สองคนนี้คุณดิลกบอกว่า ไม่ต้องมีชื่อใหม่เพราะแก่หงำเหงือกแล้ว รอเวลาเป็นผีอย่างเดียว ฟังแล้วช่างหดหู่ใจยิ่งนัก แต่พอได้ร่วมงานกับพ่อเฒ่าทั้งสอง ผมเริ่มคล้อยตามความคิดของหัวหน้าทันที เพราะแกทั้งสองคน มันก็แค่น้ำคลำในองค์กรดีๆนี่เอง เพื่อนร่วมงานตูแต่ละคน ชวนละเหี่ยใจดีจัง
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือเพื่อนร่วมงานจิตป่วงของผม เรื่องV.I.P. มิได้มีเพียงเท่านี้ นี่มันแค่การเริ่มต้นของความ Idiot เท่านั้น แค่ชื่อพนักงานแต่ละคน ซึ่งหากได้พิจารณาจากหนังหน้าแล้ว ยังทำใจยากที่จะรับได้ ยิ่งในด้านพฤติกรรมส่วนบุคคล และที่ปฎิสัมพันธ์กับแขก ก็เหลือรับประทานเช่นกัน มันส์ขนาดชาวบ้านเรียกว่า "แด๊กกันไม่ลงจริงๆ"
(ป.ล. หัวหน้าตั้งชื่อให้ผมใหม่คือ Ken ไอ้เราแอบหลงดีใจ ว่าแกคงจะพิจารณาจากที่หน้าตาเราละม้ายคล้าย เคน ธีรเดช กระมัง แต่เปล่าเลย เหตุผลของแกคือ"ชื่อนี้เป็นต้นไม้ทางอิสาน ที่ยืนต้นดำทะมึน ตากแดดตากลม" เวรรรรรรรรรรรรรร อย่าใช้ผมไถนานะ
)
edit @ 13 Nov 2009 18:04:20 by เจ้าชายดอยตุง
edit @ 14 Nov 2009 10:17:28 by เจ้าชายดอยตุง
edit @ 14 Nov 2009 12:59:43 by เจ้าชายดอยตุง
edit @ 14 Nov 2009 15:54:29 by เจ้าชายดอยตุง
edit @ 14 Nov 2009 16:09:06 by เจ้าชายดอยตุง
edit @ 14 Nov 2009 16:11:54 by เจ้าชายดอยตุง